ประเภทคำวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา
120,216 รายการ · หน้า 40 จาก 6,011
- ฎีกาที่ 6190/2567
การกระทำของจำเลยมีการคิดตระเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ย่อมต้องอาศัยมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลยโดยพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อมทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุประกอบกัน ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยพกพาอาวุธมีดมายังที่เกิดเหตุด้วยยังไม่อาจรับฟังอย่างแน่ชัดว่าจำเลยมีการคิดหรือตระเตรียมการวางแผนที่จะฆ่าผู้ตายมาก่อน นอกจากนี้โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นที่แสดงให้เห็นว่าระหว่างจำเลยและผู้ตายมีข้อขัดแย้งอื่น ๆ ที่มีความรุนแรงถึงขนาดที่จะทำให้จำเลยต้องคิดวางแผนฆ่าผู้ตาย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดพกติดตัวอยู่เป็นประจำแทงทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยกะทันหันโดยไม่ได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 298 (4) การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายเป็นการกระทำโดยทรมานและโดยกระทำทารุณโหดร …
- ฎีกาที่ 6223/2567
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้ม …
- ฎีกาที่ 6223/2567
ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย ป.พ.พ. มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย..." โดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น การกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ย …
- ฎีกาที่ 633/2567
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิได้กล่าวอ้างว่ากระทำต่อทรัพย์มรดกของบิดาผู้ร้องที่ผู้ตายครอบครองแทน ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย และผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกในส่วนของบิดาจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและเป็นข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องมาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษา …
- ฎีกาที่ 637/2567
คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4570 เนื้อที่ 138 ตารางวา ที่พิพาท และบ้านเลขที่ 5 ที่ปลูกอยู่บนที่ดิน ซึ่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 5 เป็นของโจทก์ ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในคดีนี้อีก แต่คดีนี้มิได้เสร็จไปเพียงประเด็นข้างต้น หากยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 5 กับเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ …
- ฎีกาที่ 637/2567
คดีนี้กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4570 เนื้อที่ 138 ตารางวา ที่พิพาท และบ้านเลขที่ 5 ที่ปลูกอยู่บนที่ดิน ซึ่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 502/2560 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 5 เป็นของโจทก์ ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในคดีนี้อีก แต่คดีนี้มิได้เสร็จไปเพียงประเด็นข้างต้น หากยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 5 กับเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดโดยมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ …
- ฎีกาที่ 638/2567
ผู้ร้องที่ 1 เป็นมารดาจำเลย ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นพี่ชายจำเลยไม่ปรากฏว่าในการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยมีเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะกันมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นใดของผู้ตายไปจนเป็นที่พอใจแล้ว ลำพังเพียงผู้ร้องทั้งสองไม่ได้คัดค้านการโอนที่ดินนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ประกอบกับเมื่อที่ดินพิพาทยังติดจำนองอยู่ย่อมป็นเหตุให้การจัดการมรดกโดยแบ่งปันที่ดินอันมีภาระจำนองให้แก่ทายาททุกคนเป็นการไม่สะดวก ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อตนเองโดยไม่ได้คัดค้านจึงยังไม่ถือเป็นพฤติการณ์โดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องทั้งสองแสดงเจตนาสละสิทธิไม่รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาท และมิได้เป็นเรื่องที่แสดงว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทของผู้ตายมาโดยผู้ร้องทั้งสองมิได้คัด …
- ฎีกาที่ 6390/2567
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 มิได้ให้ความหมายของคำว่า "พลั้งเผลอ" ไว้ จึงต้องให้ความหมายของคำว่า "พลั้งเผลอ"ตามพจนานุกรม คือ ผิดพลาดเพราะหลงลืมไปชั่วขณะ ซึ่งความผิดพลาดเพราะหลงลืมไปชั่วขณะนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดพลาดโดยความตั้งใจ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยระบุในคำขอรับชำระหนี้ว่าเป็นหนี้เงินกู้ประเภทต่าง ๆ ส่วนบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันก็ระบุว่าเป็นหนี้ตามสัญญาฉบับใดบ้าง โดยมีการระบุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และสัญญากู้เงินไว้ด้วย ซึ่งทั้งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินต่างก็ระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 90590, 90591 และ 92401 เป็นทรัพย์หลักประกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินทั้งสามแปลงจึงปรากฏในสัญญาที่นำส่งต่อผู้คัดค้านแล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุที่ดินทั้งสามแปลงเป็นประกันในคำขอรับชำระหนี้จะฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะข …
- ฎีกาที่ 6391/2567
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (1) และลูกหนี้ต้องห้ามมิให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 จำเลยทำสัญญาขายอาคารสำนักงานและอาคารโรงงานซึ่งผู้คัดค้านยึดไว้ในคดีล้มละลาย โดยมิใช่การกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ย่อมเป็นนิติกรรมอันมีวัตถุที่ประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ต้องติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนเพื่อบังคับคดีล้มล …
- ฎีกาที่ 6391/2567
จำเลยทำสัญญาขายอาคารสำนักงานและอาคารโรงงานซึ่งผู้คัดค้านยึดไว้ในคดีล้มละลาย โดยมิใช่การกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ย่อมเป็นนิติกรรมอันมีวัตถุที่ประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นหน้าที่ผู้คัดค้านที่ต้องติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนเพื่อบังคับคดีล้มละลายต่อไป มิใช่สั่งถอนการยึดอันจะทำให้อำนาจในการจัดการทรัพย์สินนั้นหลุดไปจากผู้คัดค้าน ทั้งไม่ใช่กรณีที่จะถอนการยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 และมาตรา 293 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ทั้งนี้ ผู้คัดค้านสั่งถอนการยึดอาคารสำนักงานและอาคารโรงงาน โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 145 (1) คำสั่งถอนการยึดดังกล่าวไม่มีผล อาคารสำนักงานและอาคารโรงงานยังคงเป็นทรัพย์ที่ผู้คัด …
- ฎีกาที่ 642/2567
แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำต่อผู้จับกุมยอมรับว่ายาเสพติดเป็นของตัวเองจริง โดยซื้อมาจาก ค. เพื่อนำมาจำหน่ายให้แก่กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ ถ้อยคำดังกล่าวมิได้เป็นเพียงถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำความผิด หากแต่เป็นถ้อยคำอื่นซึ่งจำเลยและ ก. ได้ให้ถ้อยคำอื่นนั้นต่อเจ้าพนักงานผู้จับกุมภายหลังที่เจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยและผู้ถูกจับตามกฎหมายแล้ว ทั้งโจทก์มีภาพถ่ายประกอบสำนวนที่ได้ให้จำเลยและ ก. ชี้ของกลางที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยและ ก. …
- ฎีกาที่ 642/2567
แม้ในชั้นจับกุมจำเลยและ ก. จะให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนเป็นของทั้งสองคน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นถ้อยคำรับสารภาพของจำเลยผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนถ้อยคำอื่นที่จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องไม่ใช่ถ้อยคำที่เป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลย ข้อความตามบันทึกจับกุมที่ระบุว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลย โดยมีรายละเอียดด้วยว่าซื้อมาจากบุคคลอื่นเพื่อนำมาจำหน่ายต่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพของจำเลยนั่นเอง จึงต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสี่ ส่วนคำรับสารภาพชั้นจับกุมของ ก. แม้จะไม่ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีของจำเลย แต่ก็ถือเป็นพยานบอกเล่าและซัดทอด ซึ่งมีเงื่อนไขให้รับฟังและมี …
- ฎีกาที่ 6427/2567
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจลงโทษผู้กระทำผิดให้ใช้เบี้ยปรับนอกจากโทษจำคุกในทางอาญาอีกก็ได้ แต่คดีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษค่าปรับในทางอาญาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการกำหนดเบี้ยปรับ ทั้งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ภายหลังก็มีระวางโทษไม่ได้เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้ว ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษปรับให้ต่ำกว่าบทบัญญัติในมาตรา 27 ทวิ หรือเทียบเคียงกับเกณฑ์การเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้องได้ คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึง ค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยด้วยไม่ เมื่อคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ รถยนต์ 2 คัน ของกลางมีราคา 94,842.89 บาท 237,503.0 …
- ฎีกาที่ 6427/2567
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 104 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจลงโทษผู้กระทำผิดให้ใช้เบี้ยปรับนอกจากโทษจำคุกในทางอาญาอีกก็ได้ แต่คดีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษค่าปรับในทางอาญาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการกำหนดเบี้ยปรับ ทั้งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ภายหลังก็มีระวางโทษไม่ได้เป็นคุณแก่จำเลย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้ว ศาลจึงไม่อาจกำหนดโทษปรับให้ต่ำกว่าบทบัญญัติในมาตรา 27 ทวิ หรือเทียบเคียงกับเกณฑ์การเปรียบเทียบและงดการฟ้องร้องได้ คำว่า "อากร" ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ หมายถึง ค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น หาหมายรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีอากรฝ่ายสรรพากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยด้วยไม่ เมื่อคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ รถยนต์ 2 คัน ของกลางมีราคา 94,842.89 บาท 237,503.0 …
- ฎีกาที่ 647/2567
โทษที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงโทษได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) หมายความถึง โทษสุทธิที่ลงแก่จำเลยภายหลังการเพิ่มและลดโทษแล้วถ้าหากมี และโทษสุทธิเช่นว่านี้ หมายถึงโทษสุทธิในแต่ละกระทงความผิดโดยไม่คำนึงว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นความผิด 7 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน และลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน แม้เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 14 เดือน แต่เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)
- ฎีกาที่ 647/2567
คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน การยื่นคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยื่นหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์จำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาก็ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามที …
- ฎีกาที่ 6511/2567
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนเงินตราของกลางซึ่งเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ริบของกลาง แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 165 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ยานพาหนะและทรัพย์ตามมาตราดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ ได้ หากจำเลยทั้งสองไม่มีรถยนต์ของกลางมาใช้ในการบรรทุกขนย้ายเงินตราของกลางจำนวน 16,500,000 บาท ซ …
- ฎีกาที่ 6542/2567
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกามิได้บัญญัติเรื่องการแก้ไขคำให้การไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่การพิจารณาคดีผู้บริโภคมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหลังเป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 32 แตกต่างจากคดีแพ่งสามัญที่มีการชี้สองสถาน จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในเรื่องชี้สองสถานมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคอีก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การ และสืบพยาน แต่คู่ความมีความประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ย แต่คู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ได้นัดสืบพยาน เมื่อ …
- ฎีกาที่ 6542/2567
จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างประเภทต่างๆ และเป็นที่ปรึกษางานวิศวกรรมและบริหารโครงการทุกประเภท ย่อมสร้างความไว้วางใจและความคาดหวังของประชาชนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการก่อสร้างทุกประเภทได้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม เมื่อผู้บริโภคตกลงว่าจ้างจำเลยก่อสร้างแบบครบวงจร แต่จำเลยกลับไม่เตรียมแบบก่อสร้างและยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างให้ถูกต้องตามสัญญา ดำเนินการก่อสร้างไปก่อนยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้าง และก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานในส่วนสำคัญหลายรายการ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย ดังที่บรรยายในคำฟ้องเป็นเหตุให้ผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาและว่าจ้างบุคคลอื่นมาดำเนินการแก้ไขและก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ อันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทมาตั้งแต่ต้น มีเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น แล …
- ฎีกาที่ 6542/2567
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกามิได้บัญญัติเรื่องการแก้ไขคำให้การไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่การพิจารณาคดีผู้บริโภคมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหลังเป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 32 แตกต่างจากคดีแพ่งสามัญที่อาจมีการชี้สองสถาน จึงไม่ต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในเรื่องชี้สองสถานมาปรับใช้ในคดีผู้บริโภคอีก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน แต่คู่ความมีความประสงค์จะเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดไกล่เกลี่ย แต่คู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 โดยไม่ได้นัดสืบพยาน เ …