ประเภทคำวินิจฉัย: คำสั่งคำร้อง
10,733 รายการ · หน้า 1 จาก 537
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:204/2567
เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 1 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2566 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่าศาลอนุญาตให้ขยายถึงวันใด แต่จำเลยกลับตรวจสอบวันครบกำหนดผิดพลาดไปจึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยขยายเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:233/2567
การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 จึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกาเท่านั้นที่จะพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องและรับฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ว่า ฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้และสั่งรับฎีกาของโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:270/2567
โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:278/2567
ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:288/2567
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้อง ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:308/2567
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคสี่ อันเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:317/2567
ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาตามมาตรา 46 พร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาโดยมิได้ยื่นคำร้องขอฎีกามาด้วย จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ที่โจทก์ยื่นมาพร้อมกับฎีกานั้น ก็ไม่อาจแปลได้ว่าเป็นคำร้องขอฎีกาตามที่บัญญัติไว้ ต้องถือว่าเป็นการฎีกาโดยไม่มีคำร้องขอฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย เป็นการไม่ชอบ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:393/2567
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ การฎีกาผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 การยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาถือเป็นหน้าที่ของผู้ร้องผู้ฎีกาที่จะต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องก่อน เพราะไม่ใช่กรณียื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วมีข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:481/2567
ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่ ครพ. 6195/2566 ให้คู่ความฟังแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวผิดหลงเพราะเป็นปัญหาสำคัญและให้นำคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้เข้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อกลับคำสั่งดังกล่าว คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเอง จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ถูกต้องนั้นเสียและสมควรสั่งคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟังเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลฎีกาที่อ้างว่าผิดระเบียบเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดแปดวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:4920/2567
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:613/2567
โจทก์ที่ 6 พิมพ์ชื่อสกุลโจทก์ที่ 6 ในคำฟ้องจาก "จิร" ผิดพลาดเป็น "จิระ" มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่ศาลจะมีคำสั่งแก้ไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 โจทก์ที่ 6 ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่าเป็นบุคคลเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:710/2567
คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง แต่คู่ความอาจขออนุญาตฎีกาได้ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 51 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งบทบัญญัติว่าด้วยการฎีกาเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลฎีกาเท่านั้นมีอำนาจในการพิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกา และรับฎีกาหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง จึงมีคำสั่งยกคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:20/2565
จำเลยเคยยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 ต่อมาศาลฎีกายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกา และมีคำสั่งเป็นว่าไม่รับฎีกาของจำเลย ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งให้คู่ความฟังแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565 เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ตามคำร้องอ้างเพียงเหตุว่าศาลฎีกาไม่รับฎีกาฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2564 เนื่องจากไม่มีคำร้องขออนุญาตฎีกา จำเลยจึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกาฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565 อันเป็นเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของจำเลยเอง มิใช่เหตุที่จำเลยจะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาได้อีก ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2250/2565
ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 13 ที่แก้ไขใหม่ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่การฎีกาคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 51 จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:102/2563
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1021/2563
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:103/2563
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:104/2563
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:106/2563
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:109/2563