กฎหมายที่อ้างถึง: กฎหมายลักษณะอาญา
3,682 รายการ · หน้า 22 จาก 185
- ฎีกาที่ 1074/2499
ผู้ตายใช้มีดแทงผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านร้องให้ช่วย จำเลยที่ 1 จึงใช้ไม้ตี 1 ทีและจำเลยที่ 2 ใช้ปืนยิง 1 นัดพร้อมๆ กันทั้งสองคน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามพยานโจทก์ว่าผู้ตายใช้มีดโถมเข้าแทงผู้ใหญ่บ้านๆ หลบล้มลงและเรียกให้ช่วย จำเลยที่ 2 จึงยิงผู้ตาย 1 นัดในทันทีทันใดขณะที่ยิงนั้นผู้ตายกำลังจะแทงผู้ใหญ่บ้าน ตัวมีดห่างตัวผู้ใหญ่บ้านในขณะที่ล้มอยู่ประมาณ 1 ศอก ถ้าไม่ยิงก่อนนายแผนอาจถูกทำร้ายถึงตายได้ ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำเพื่อป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 1075/2499
ในกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องให้ริบช้างของจำเลยโดยฟังว่าช้างถูกนำเข้ามาจากประเทศพม่านั้น จำเลยจะฎีกาคัดค้านว่าช้างมิได้ถูกนำมาจากประเทศพม่าแต่เช่าผู้อื่นมาจากในเขตประเทศไทยไม่ได้ เพราะถือว่าจำเลยฎีกาค้านในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาในเรื่องนี้
- ฎีกาที่ 1080/2499
การที่ผู้ตายทำร้ายแล้วขัดขืนไม่ยอมให้จับ ผู้ตายแกว่งมีดจะแทงผู้เข้าจับๆ ถอยล้มลง ผู้ตายจะเข้าแทง ทันใดนั้นจำเลยจะเข้าตีผู้ตายๆ ถือมีดจะมาแทงจำเลยผู้เข้าจับคนนั้นจึงตีผู้ตายล้มลง กำลังผู้ตายจะลุกขึ้นจำเลยก็ตีศีรษะอีก 1 ที ถึงตาย ดังนี้จะเห็นได้ว่าการที่จำเลยตีผู้ตายครั้งหลังขณะที่ล้มอยู่นี้เป็นการกระทำที่เกี่ยวพันกระชั้นชิดกันจึงต้องพิจารณาพฤติการณ์รวมกันไปจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
- ฎีกาที่ 110/2499
การใช้กระด้งตัดออกเป็นสี่แฉกสวมคอเจ้าทุกข์ผู้เสียหายแล้วหมุนกระด้งครูดคอเจ้าทุกข์ผู้เสียหายเพื่อให้บอกที่เก็บทรัพย์โดยกระทำเพียงชั่วครั้งเดียว เมื่อเจ้าทุกข์บอกที่เก็บทรัพย์แล้วก็เอากระด้งออกแต่ไม้ซี่กระด้งครูดคอเจ้าทรัพย์เป็นบาดแผลถลอกเท่านั้นถือว่าเป็นการทำร้ายโดยวิธีผิดปกติไม่เข้าลักษณะกระทำทรมานหรือทำให้ได้รับความลำบากตาม กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา301 วรรคสาม
- ฎีกาที่ 1106/2499
อัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้ง 4 สมคบกันถากทำลายตราประจำต้นไม้ของนายจงกลซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ แล้วสมคบกันตีตราเลขหมายอื่นเป็นเลขของนายพิจิตรจำเลยขึ้นใหม่โดยทางการมิได้อนุญาต เพื่อประสงค์จะให้ไม้ของนายจงกลตกเป็นของนายพิจิตรจำเลย โดยจำเลยหวังผลประโยชน์จากนายพิจิตร ดังนี้นายจงกลย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียหายมีสิทธิร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการโจทก์ได้ เพราะเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำไม้ที่ตีตราไว้ให้แล้วซึ่งนายจงกลมีสิทธิที่จะเข้ายึดถือครอบครองเป็นเจ้าของในภายหลัง (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2499)
- ฎีกาที่ 1108/2499
เมื่อจำเลยงัดประตูบ้านเจ้าทรัพย์และทรัพย์ของเจ้าทรัพย์ยังไม่ทันเขยื้อนเพราะมีเหตุอันพ้นวิสัยของจำเลยที่จะป้องกันได้มาขัดขวางมิให้กระทำลงสำเร็จโดยตำรวจตรวจเหตุการณ์มาพบและจับจำเลยได้เสียก่อน จำเลยจึงเอาทรัพย์ของเจ้าทรัพย์เขยื้อนไปจากที่มิได้ การกระทำของจำเลยดังนี้เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว การขอให้นับโทษจำเลยติดต่อกับอีกคดีอื่นนั้น แม้โจทก์มิได้กล่าวในคำฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่ระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ร้องขอและศาลได้สอบจำเลยๆ รับว่าเป็นความจริงแล้ว ศาลก็มีอำนาจนับโทษจำเลยติดต่อกันได้
- ฎีกาที่ 1109/2499
ฟ้องขอให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 145 จะต้องได้ความว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน โดยปกติผู้ที่จะเป็นเจ้าพนักงานจะต้องเป็นข้าราชการตามกฎหมายเว้นแต่จะมีกฎหมาย บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้เป็นเจ้าพนักงาน จำเลยเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ.2494 ในปัจจุบันเป็นเลขาธิการก็ตามตามตำแหน่งนี้ก็ไม่อยู่ในความหมายของ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนมาตรา 23 ส่วนในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2495มาตรา 50 ถึง 54 บัญญัติให้สิทธิต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบางประการเหมือนกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกประการก็ตาม แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติใดให้ผู้ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าพนักงาน
- ฎีกาที่ 1127/2499
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่โจทก์ไม่มีพยานเห็นในขณะจำเลยยิง จึงไม่รู้ว่าจำเลยประทับปืนยิงเล็งตรงไปที่ผู้เสียหายหรือไม่ แต่ตัวจำเลยยิงเล็งไปยังผู้เสียหายแล้วในระยะห่างกันเพียง 7 วาปลัดอำเภอผู้สอบสวนว่าต้องถูกเป้าหมาย ฉะนั้นเมื่อผู้เสียหายมิได้ถูกกระสุนที่จำเลยยิง และกระสุนไปถูกชายคาเรือนห่างจากผู้เสียหาย 3 ศอก จึงอาจเป็นเพราะจำเลยไม่ได้ยิงเล็งผู้เสียหายและเล็งยิงไปยังที่หมายที่ถูกลูกกระสุนนั้นก็ได้ ประกอบกับเหตุที่จำเลยทะเลาะกับผู้เสียหายก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ถึงคุมแค้นจะฆ่าผู้เสียหาย ดังนี้ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนายิงผู้เสียหาย
- ฎีกาที่ 1128/2499
โจทก์ไปแจ้งความต่อตำรวจหาว่า ก. หมิ่นประมาทชั้นสอบสวนจำเลยให้การเป็นพยานต่อนายตำรวจด้วยข้อความเท็จโดยเจตนาจะช่วย ก. กรณีเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายในฐานความผิดฐานแจ้งความเท็จมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยได้
- ฎีกาที่ 1150/2499
ความผิดฐานพยายามฆ่าคนตายนั้น ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยอย่างกระทำผิดสำเร็จก่อนแล้วจึงลดฐานพยายามตาม กฎหมายอาญามาตรา 60 เมื่อมีเหตุจะต้องเพิ่มโทษจำเลยจึงให้เพิ่มทีหลัง จะเอาเหตุเพิ่มโทษมาหักกลบลบกับโทษฐานพยายามไม่ได้
- ฎีกาที่ 1166/2499
แม้จำเลยไม่ได้ใช้วาจาขู่เข็ญ แต่ได้ใช้มีดเงื้อจะทำร้ายเจ้าพนักงานก็ย่อมถือได้แล้วว่าเป็นการขู่เข็ญจะทำร้ายโดยประสงค์จะต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
- ฎีกาที่ 1178/2499
การที่ฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม มาตรา 104 และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตราที่ฟ้อง แต่ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อ้างพระราชบัญญัติที่แก้ไขมาตราที่กล่าวมานั้นต่างกันเช่นนี้หาใช่เป็นการตัดสินนอกฟ้องไม่ เพราะบทบัญญัติของการแก้ไขแต่ละคราวก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตราเดิมนั่นเอง
- ฎีกาที่ 1206/2499
ความผิดฐานไม่จดทะเบียนพานิชย์เสียภายในกำหนด 30 วันอันมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาทนั้น ถ้าไม่ได้ฟ้องเสียภายในกำหนด 1 ปี ย่อมขาดอายุความ แต่ความผิดในการที่ประกอบพานิชย์กิจต่อๆ มาโดยไม่ได้จดทะเบียนอันมีโทษปรับเป็นรายวันนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องปรับได้ไม่เกิน 1 ปี วันใดที่เกิน 1 ปี ย่อมขาดอายุความเช่นกัน(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2499)
- ฎีกาที่ 1218/2499
โจทก์บรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานไปค้นสุราผิดกฎหมาย และจับนายปิ่นไว้ ทันใดนั้นจำเลยนี้มีหลาวไม้รวกและหอกประมาณ 10 คนมีอาวุธครบมือขัดขวางไม่ยอมให้เจ้าพนักงานจับนายปิ่น โดยพวกจำเลยคนหนึ่งร้องกล่าวว่า "พวกผู้ชายมารวมที่นี่ให้หมด วันนี้เป็นวันตายของเราไม่ยอมให้ตำรวจจับเหล้า" ขณะนั้นนายปิ่นได้ถือโอกาสหนีเข้าไปในหมู่พวกจำเลย ดังนี้ตามฟ้องโจทก์เห็นได้ประจักษ์ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่ร้องขึ้นแต่ผู้เดียว ไม่เกี่ยวแก่จำเลยสมคบหรือสมรู้กับผู้ที่ร้องขึ้น แม้ว่าการกระทำของผู้ที่ร้องขึ้นจะเป็นการผิดตามกฎหมายและจำเลยรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้
- ฎีกาที่ 1262/2499
เสมียนพนักงานการรถไฟฯ เป็นเจ้าพนักงานตาม พระราชบัญญัติการรถไฟพ.ศ.2494 มาตรา18 และตาม กฎหมายอาญา ดังนั้นเมื่อเสมียนพนักงานขายตั๋วของการรถไฟฯ ยักยอกเงินที่ขายตั๋วได้และจดแจ้งเท็จลงในบัญชีจำนวนขายตั๋วจึงมีความผิดตาม กฎหมายอาญา มาตรา 131 และ 230 รวม 2 กระทง
- ฎีกาที่ 1263/2499
ผู้ตายมีครรภ์แล้วยอมให้จำเลยรีดลูกให้แท้ง จำเลยบีบกดท้องผู้ตายจนบุตรในครรภ์ศีรษะเหลว โลหิตในมดลูกแตก ผู้ตายคอและสันหลังเขียวเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีผิดตาม กฎหมายอาญา มาตรา 251
- ฎีกาที่ 1330/2499
ชายเตะขาหญิงล้มแล้วตบเตะจิกผมขึ้นคร่อมนอนทับแล้วปลดกระดุมกางเกงและเลิกผ้าถุงหญิงขึ้นไปถึงโคนขา หญิงเอามือกดผ้าถุงปิดของลับและยันอกชายไว้ร้องให้คนช่วย ชายอุดปากบีบคอจับนมและจูบแก้มหญิง จนมีคนวิ่งมาร้องถามชายจึงผละหนีไปดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าชายมีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเราหญิง พฤติการณ์จึงเป็นการพยายามข่มขืนกระทำชำเรา การที่จำเลยพูดกับชายนั้นแล้วเดินตามหญิงมากับชายนั้นขณะที่ชายกอดปล้ำหญิง จำเลยยืนถือมีดห่างหญิง 1 ศอกทั้งยังช่วยตบเตะและพูดขู่ไม่ให้หญิงร้อง เมื่อชายให้จำเลยไปคอยจำเลยก็ไป ตอนที่มีคนวิ่งไล่ชายนั้นจำเลยก็วิ่งหนีแล้วหันกลับมาท้าคนไล่ ชายนั้นยังเอามีดของจำเลยมาขู่คนไล่จนจำเลยกับชายนั้นวิ่งเข้าป่าไปพฤติการณ์เหล่านี้ย่อมส่อแสดงว่าจำเลยได้สมคบกับชายนั้นมาแต่ต้นจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเป็นตัวการด้วย
- ฎีกาที่ 136/2499
บรรยายฟ้องว่าจำเลยยักยอกเงินค่าภาษีโรงค้ารายนายฉลองไป600 บาท แต่ต่อมานำส่งเสีย 57.60 บาท จำเลยยักยอกไปเพียง542.40 บาท ดังนี้จัดว่าชัดเจนพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาฐานยักยอกได้ดีตาม มาตรา158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หาเคลือบคลุมไม่ แม้ข้อเท็จจริงทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยยักยอกเงินค่าภาษีรายนายฉลองไป 600 บาท มิใช่ 542.40 บาท ดังข้อหาให้จำเลยรับผิดตามฟ้องก็ดีการฟังข้อเท็จจริงดังนี้เพราะเงิน 57.60 บาท ที่จำเลยนำส่งเป็นค่าภาษีรายนายช่อล้องมิใช่รายนายฉลองฉะนั้นเงินค่าภาษีรายนายฉลองที่จำเลยยักยอกจึงคงมี 600 บาทจึงถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องเช่นนี้หาเป็นเหตุให้ยกฟ้องโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา192ได้ไม่ ถึงจำเลยจะมีหน้าที่เขียนต้นขั้วใบเสร็จรับเงินด้วยตนเองก็ดีแต่ถ้าจำเลยตกเติมแก้ไขต้นขั้วใบเสร็จนั้นโดยมีเจตนาปลอมแปลงจากเดิมให้เข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นและอาจเ …
- ฎีกาที่ 1372/2499
ได้ความแต่เพียงว่าจำเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ปืนมาเป็นของกลาง และได้ความจากพยานแต่เพียงว่าเป็นปืนแก๊ปทำเอง ลำกล้องยาวราว 1 คืบปากกระบอกขนาดนิ้วก้อยรอดได้ ปืนนั้นจะร้ายแรงพอจะทำให้ผู้ถูกยิงตายหรือไม่ ไม่ปรากฏชัด คงปรากฏแต่ว่ากระสุนไปถูกพื้นถนนเลยตัวผู้เสียหายที่วิ่งหนีไปราว 1 ศอก ดินถนนกระจายขึ้น ประกอบจำเลยยิงเมื่อผู้เสียหายไปห่างถึง 15 วาแล้วดังนี้ยังไม่พอฟังว่ามีความผิดฐานพยายามฆ่าคนตาย มีผิดเพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสตามมาตรา 256,60
- ฎีกาที่ 1414/2499
ในการที่จะพิเคราะห์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าคนตายหรือไม่จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุการตระเตรียมการก่อนลงมือกระทำร้ายลักษณะของอาวุธที่ใช้ทำร้ายตลอดจนการกระทำของจำเลยและลักษณะบาดแผลรวมประกอบกัน ได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนแล้วเกิดเป็นปากเสียงทะเลาะกันอีกพอเกิดทะเลาะกันแล้วจำเลยหยิบเอาเหล็กสว่านแต่จะใช้เป็นไขควงก็ได้ยาว 10 ซ.ม. ด้ามเป็นเหล็กขนาดเท่าๆกัน ส่วนใหญ่ที่สุดของสว่านก็คือตอนที่ใกล้กับส่วนปลายที่แหลมและกว้าง 0.6 ซ.ม. ซึ่งเป็นเครื่องประหารที่ทำให้ร่างกายบุบสลายถึงสาหัสได้ หยิบแล้วเอาใส่กระเป๋ากางเกงไว้ แสดงว่าเป็นการตระเตรียมจะทำร้ายด้วยของกลางแล้วจำเลยได้ใช้ไขควงหรือสว่านนี้แทงอกทางซ้ายของผู้ตายซึ่งเป็นที่สำคัญ แผลที่แทงปรากฏว่าลึกถึง 8 ซ.ม. เห็นได้ว่าจำเลยได้แทงเข้าไปอย่างแรงจนเกือบมิดด้ามของเหล็กไขควง ถือได้แล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่อาจแลเห็นผลได้ เข้าลักษณะเจต …