กฎหมายที่อ้างถึง: ป.พ.พ.
43,252 รายการ · หน้า 16 จาก 2,163
- ฎีกาที่ 6064/2567
ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่ ส. เป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าท …
- ฎีกาที่ 6065/2567
ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่าหากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต …
- ฎีกาที่ 6065/2567
ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหายเสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะ …
- ฎีกาที่ 6223/2567
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น เมื่อศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้ม …
- ฎีกาที่ 6223/2567
ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นผู้รับจำนองทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 5 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตนก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนให้แก่ผู้เสียหายหรือสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จึงต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 5 ก่อนนำเงินไปคืนให้แก่ผู้เสียหาย ป.พ.พ. มาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย..." โดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสีย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระจนถึงวันขายทอดตลาดเท่านั้น การกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 5 ได้รับดอกเบี้ย …
- ฎีกาที่ 638/2567
ผู้ร้องที่ 1 เป็นมารดาจำเลย ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นพี่ชายจำเลยไม่ปรากฏว่าในการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น ผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยมีเหตุโกรธเคืองหรือทะเลาะกันมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งสองได้รับทรัพย์มรดกอื่นใดของผู้ตายไปจนเป็นที่พอใจแล้ว ลำพังเพียงผู้ร้องทั้งสองไม่ได้คัดค้านการโอนที่ดินนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ร้องทั้งสองยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ประกอบกับเมื่อที่ดินพิพาทยังติดจำนองอยู่ย่อมป็นเหตุให้การจัดการมรดกโดยแบ่งปันที่ดินอันมีภาระจำนองให้แก่ทายาททุกคนเป็นการไม่สะดวก ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสองทราบว่าจำเลยโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อตนเองโดยไม่ได้คัดค้านจึงยังไม่ถือเป็นพฤติการณ์โดยชัดแจ้งว่าผู้ร้องทั้งสองแสดงเจตนาสละสิทธิไม่รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาท และมิได้เป็นเรื่องที่แสดงว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทของผู้ตายมาโดยผู้ร้องทั้งสองมิได้คัด …
- ฎีกาที่ 6391/2567
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (1) และลูกหนี้ต้องห้ามมิให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 จำเลยทำสัญญาขายอาคารสำนักงานและอาคารโรงงานซึ่งผู้คัดค้านยึดไว้ในคดีล้มละลาย โดยมิใช่การกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ย่อมเป็นนิติกรรมอันมีวัตถุที่ประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ต้องติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนเพื่อบังคับคดีล้มล …
- ฎีกาที่ 6391/2567
จำเลยทำสัญญาขายอาคารสำนักงานและอาคารโรงงานซึ่งผู้คัดค้านยึดไว้ในคดีล้มละลาย โดยมิใช่การกระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ย่อมเป็นนิติกรรมอันมีวัตถุที่ประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 กรณีเป็นหน้าที่ผู้คัดค้านที่ต้องติดตามเอาทรัพย์สินนั้นคืนเพื่อบังคับคดีล้มละลายต่อไป มิใช่สั่งถอนการยึดอันจะทำให้อำนาจในการจัดการทรัพย์สินนั้นหลุดไปจากผู้คัดค้าน ทั้งไม่ใช่กรณีที่จะถอนการยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 และมาตรา 293 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ทั้งนี้ ผู้คัดค้านสั่งถอนการยึดอาคารสำนักงานและอาคารโรงงาน โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 145 (1) คำสั่งถอนการยึดดังกล่าวไม่มีผล อาคารสำนักงานและอาคารโรงงานยังคงเป็นทรัพย์ที่ผู้คัด …
- ฎีกาที่ 6555/2567
แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1172 วรรคหนึ่ง และข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดรูปแบบในการประชุมของคณะกรรมการเพื่อมีมติเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไว้ แต่เมื่อต้องมีการประชุมย่อมต้องหมายความว่า เป็นกรณีที่กรรมการของบริษัทต้องร่วมกันในการปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับเรื่องที่จะประชุมก่อนลงมติว่าจะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นหรือไม่ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 15 มกราคม 2563 แจ้งให้คณะกรรมการบริษัทลงมติเพื่อเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2563 และให้แจ้งกลับไปภายในวันที่ 22 มกราคม 2563 เพื่อสรุปผลการลงมติคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 23 มกราคม 2563 ซึ่งใช้เกณฑ์นับคะแนนในการลงมติ 1 เสียง ต่อกรรมการ 1 คน โดยหนังสือดังกล่าวไม่ได้ระบุให้มีการนัดเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อขอมติที่ประชุมคณะกรรมการเสียงข้างมากให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าวด้วย กรณีจึงมิใช่เป็นก …
- ฎีกาที่ 6557/2567
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้ …
- ฎีกาที่ 6557/2567
โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ในความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่ …
- ฎีกาที่ 6568/2567
ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วง …
- ฎีกาที่ 6568/2567
ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วง …
- ฎีกาที่ 6656/2567
การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้โจทก์ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคค …
- ฎีกาที่ 6656/2567
เมื่อ ป.พ.พ. มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธี …
- ฎีกาที่ 6779/2567
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื …
- ฎีกาที่ 6779/2567
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้ …
- ฎีกาที่ 6781/2567
สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ และในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 กับไม่รับวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 อย่างไรก็ตาม สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เมื่อศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอั …
- ฎีกาที่ 6781/2567
การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 2 ฉบับ เพื่อนำไปชำระค่าเช่าที่ดินเพาะปลูกและบำรุงอ้อย โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วจำเลยที่ 1 จะนำอ้อยมาส่งขายให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์หักเงินค่าอ้อยเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ซึ่งเป็นการตกลงเรื่องวิธีการชำระหนี้โดยส่งมอบอ้อยแทนเงิน การชำระหนี้จึงขึ้นกับผลผลิตและระยะเวลาที่ตัดอ้อย ตลอดถึงวันที่โจทก์ออกประกาศกำหนดปิดหีบอ้อยเพื่อให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยส่งโรงงานโจทก์ภายในกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยไม่ส่งมอบอ้อยให้แก่โจทก์เลยภายในฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี 2554/2555 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายอ้อยทำให้หนี้เงินกู้ครบกำหนดชำระในวันที่โจทก์ปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 เมื่ออนุมานจากพฤติการณ์ประเพณีของการปลูกและซื้อขายอ้อย จึงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระเมื่อสิ้นฤดูการผลิตอ้อย เมื่อขณะทำสัญญากู้ยืมและสัญญา …
- ฎีกาที่ 6901/2567
เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จำเลยนำเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้วนำผลประโยชน์มามอบให้ จำเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดซึ่งตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้อง …