กฎหมายที่อ้างถึง: ป.วิ.พ.
44,605 รายการ · หน้า 6 จาก 2,231
- ฎีกาที่ 1241/2567
การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั …
- ฎีกาที่ 1241/2567
การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ" และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไป …
- ฎีกาที่ 1242/2567
แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติกรรมของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ แต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐาน …
- ฎีกาที่ 129/2567
ก. และโจทก์ที่ 1 เป็นคู่ความในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2563 ส่วนโจทก์ที่ 2 แม้ไม่ใช่คู่ความคนเดียวกับโจทก์จำเลยในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 2 อยู่ภายใต้การครอบงำสั่งการของโจทก์ที่ 1 การใช้สิทธิต่อสู้คดีของโจทก์ที่ 1 อันเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของโจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ที่ 2 ควบคู่กันไปด้วย ต้องถือว่าโจทก์ที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์ที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าววินิจฉัยว่า สัญญาการจัดแบ่งทรัพย์สินเป็นอันเลิกกัน ทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ที่ 1 ต้องโอนทรัพย์สินและกิจการที่ได้รับมาคืนให้แก่ ก. เมื่อสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว จึงไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะให้โจทก์ที่ 1 บังคับคดีต่อไป ส่วนโจทก์ที่ 2 นั้น คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 คืนกิจการ ทรัพย์สิน และหุ้นของบร …
- ฎีกาที่ 131/2567
การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างใ …
- ฎีกาที่ 1324/2567
ฟ้องโจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาที่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า การที่จำเลยไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์เป็นการผิดสัญญา มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์นั้น เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกฟ้อง เมื่อฟ้องอ้างเหตุแต่เพียงว่าจำเลยไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ชำระเงินตามส …
- ฎีกาที่ 1324/2567
ฟ้องโจทก์บรรยายสภาพแห่งข้อหาที่เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า การที่จำเลยไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์เป็นการผิดสัญญา มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ชำระเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแต่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์นั้น เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกฟ้อง เมื่อฟ้องอ้างเหตุแต่เพียงว่าจำเลยไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยมิได้อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ชำระเงินตาม …
- ฎีกาที่ 1336/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 280 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าการส่งเอกสารไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือ ปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในเอกสาร..." การปิดเอกสารจึงต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายเพื่อให้ผู้รับเอกสารได้ทราบถึงมีสิทธิหน้าที่ตามประกาศดังกล่าว การที่พนักงานเดินหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีนำประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งให้แก่โจทก์โดยใส่ไว้ในตู้รับจดหมาย ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ จึงมิใช่การปิดเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่ายตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี การส่งประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทราบประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เรื่อง ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมไม่ชอบและไม่มีผล …
- ฎีกาที่ 1343/2567
ระวางโทษที่จะนำมาพิจารณาอายุความฟ้องผู้กระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 95 นั้นถือระวางโทษสูงสุดสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นหลัก มิใช่ถือตามโทษที่ศาลกำหนด คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2554 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคำขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีนี้เมื่อมีระวางโทษจำคุกขั้นสูงถึงสามปี จึงมีอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) คือ 10 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิด เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 จึงอยู่ในระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี …
- ฎีกาที่ 1363/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้มีการบังคับคดี หากลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา ด้วยการยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวต่อศาลตามมาตรา 275 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ในการบังคับคดีดังกล่าว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีได้ เมื่อคดีนี้ โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีจึงไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียก …
- ฎีกาที่ 1363/2567
ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้มีการบังคับคดี หากลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษา ด้วยการยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวต่อศาลตามมาตรา 275 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ในการบังคับคดีดังกล่าว เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีแต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่หรือเก็บรักษาไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนมีการขอให้บังคับคดีได้ เมื่อคดีนี้ โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีจึงไม่อาจยื่นคำขอให้ศาลออกหมายเรียก …
- ฎีกาที่ 1399/2567
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินตกเป็นโมฆะและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้และยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว 200,000 บาท และวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนอีก 215,500 บาท นั้น แม้ในอุทธรณ์ของจำเลยแผ่นสุดท้ายจะมีลายมือ …
- ฎีกาที่ 1399/2567
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินตกเป็นโมฆะและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้และยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยต่อไป ดังนั้น การที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียงจำนวนเดียว 200,000 บาท และวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนอีก 215,500 บาท นั้น แม้ในอุทธรณ์ของจำเลยแผ่นสุดท้ายจะมีลายมือ …
- ฎีกาที่ 1460/2567
คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยและให้เข้าร่วมรับผิดกับจำเลยต่อโจทก์ด้วยเท่านั้น จำเลยไม่ได้ขอบังคับให้จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่จำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาในคดี ไม่เป็นฟ้องซ้อนนั้นชอบแล้ว จำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายของสินค้าที่ส่งต่อโจทก์ซี่งเป็นผู้ส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 618 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมที่ 1 ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 (2) ประกอบมาตรา 1087 คำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 เข้ามาในคดีเป็นการใช้สิทธิของจำเลยเพื่อไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยร …
- ฎีกาที่ 1463/2567
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยขอเพิ่มเติมหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 12446 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 12446 ของจำเลยด้วย แต่ผู้ร้องไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินดังกล่าวโดยการละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ กรณีต้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการละเว้นนั้นไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการพลั้งเผลอและคดีถึงที่สุดแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และมีผลให้ผู้ร้องจะต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านและสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันนั้นเป็นอ …
- ฎีกาที่ 1463/2567
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยขอเพิ่มเติมหลักประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 12446 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 12446 ของจำเลยด้วย แต่ผู้ร้องไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเหนือที่ดินดังกล่าวโดยการละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ กรณีต้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการละเว้นนั้นไม่น่าเชื่อว่าเกิดจากการพลั้งเผลอและคดีถึงที่สุดแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ร้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และมีผลให้ผู้ร้องจะต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านและสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันนั้นเป็นอ …
- ฎีกาที่ 1589/2567
ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยที่ 2 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นเพียงการบรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่มาของการที่จำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินของ พ. โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลา 10 ปี ก็อาจได้กรรมสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ให้การยืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 มาแต่ต้น อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 เองได้ คดี …
- ฎีกาที่ 1618/2567
สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเพียงบุคคลสิทธิซึ่งผูกพันเฉพาะคู่สัญญา เมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามยอม จึงมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้เป็นคู่สัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและไม่ได้เป็นคู่ความตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใด โดยมิได้กำหนดประเด็นเรื่องละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และเรื่องการเปลี่ยนแปลงในภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน มีผลเท่ากับโจทก์สละประเด็นดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 หรือประเด็นข …
- ฎีกาที่ 1643/2567
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 5891 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 ใช้ประโยชน์ที่ดินของโจทก์บริเวณที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งหอถังเก็บน้ำประปาและตู้น้ำหยอดเหรียญเป็นเวลา 10 ปี ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นใดในที่ดินอีก และไม่ประสงค์ยกที่ดินพิพาทให้เป็นสาธารณประโยชน์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลง โดยจำเลยที่ 1 ก่อสร้างหอถังเก็บน้ำประปาแห่งใหม่และเข้าไปต่อเติมท่อน้ำประปาจากบ่อน้ำบาดาลในที่ดินพิพาทไปยังถังเก็บน้ำประปาแห่งใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งยกเลิกบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5891 คืนที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเดิม ห้ามมิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์อีก จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์อุทิศที่ดินพิพาทซึ่งก่อสร้างหอถั …
- ฎีกาที่ 1649/2567
ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 ให้อำนาจผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมใด ๆ อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้เว้นแต่นิติกรรมบางประเภทผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ได้ การสละมรดกของผู้เยาว์เป็นการกระทำให้สิ้นสุดลงทั้งหมดซึ่งทรัพยสิทธิของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเป็นการจำหน่ายไปทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่จะได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้หรือสิทธิเรียกร้องที่จะให้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นของผู้เยาว์ปลอดจากทรัพยสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น การที่โจทก์ทั้งสามสละมรดกที่ดินพิพาทโดย ส. มารดาผู้ใช้อำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสามทำบันทึกตกลงสละมรดกของผู้ตายไว้เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ขณะที่โจทก์ทั้งสามเป็นผู้เยาว์ ส. จึงต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนทำบันทึกข้อตกลง ตามมาตรา 1574 (2) (4) ไม่ปรากฏว่า ส. ได้รับ …