กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478
305 รายการ · หน้า 6 จาก 16
- ฎีกาที่ 1028/2531
การเล่นการพนันบิลเลียดเพื่อความรื่นเริงในสมาคมที่สมาคมผู้ร้องซึ่งมีโต๊ะบิลเลียดทั้งหมด 5 โต๊ะเรียกเก็บค่าเกมตามสมควร ย่อมอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงที่ให้จัดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตอันสามารถเล่นการพนันกันได้ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสาม โต๊ะบิลเลียดลูกบิลเลียด และไม้คิวของกลางที่ผู้ร้องขอคืนจึงไม่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นการพนันโดยขัดต่อบทแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจริบได้
- ฎีกาที่ 2137/2531
เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเพียงเครื่องรับภาพการแข่งขันชกมวยจากสถานีโทรทัศน์ซึ่งเป็นผู้ส่งภาพนั้นมาเท่านั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ดูโทรทัศน์ท้าพนันผลของการแข่งขันชกมวยหาทำให้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันชกมวยตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการพนันโดยแท้จริงไม่.
- ฎีกาที่ 4272/2531
คดีก่อนนอกจากศาลลงโทษปรับจำเลยแล้ว ยังลงโทษจำคุกจำเลยแต่รอการลงโทษไว้อีกด้วย แม้จำเลยชำระค่าปรับแล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วมา กระทำผิดครั้งนี้อีก จึงเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 14 ทวิ ไม่ได้
- ฎีกาที่ 4716/2531
ในการเล่นการพนันบิลเลียด มีคนมุงดูเพื่อเล่นการพนันประมาณ40-50 คน หลังจากผู้เล่นแทงลูกบิลเลียดลงรูแล้วคนเล่นที่ยืนรอบโต๊ะได้จ่ายเงินกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าจับกุมผู้แทงบิลเลียดพร้อมเงินสินพนันถึง 500 บาท ซึ่งมิใช่การเล่นพนันบิลเลียดเฉพาะตัวผู้แทงเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเล่นการพนันบิลเลียดเพื่อความรื่นเริงในสมาคมไม่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวง ฉบับที่ 18 ข้อ 5ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรค 3ดังนั้นบรรดาเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นการพนันก็ต้องริบตามพระราชบัญญัติ การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 10 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)
- ฎีกาที่ 1788/2530
เหตุเกิดในร้านตัดผมของผู้ร้อง ผู้ร้องเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ให้คนในร้านและนอกร้านดูรายการถ่ายทอดการชกมวยซึ่งมีการเล่นพนันกันด้วยและผู้ร้องก็ทราบดี จำเลย 4 คนซึ่งพนันการชกมวยถูกจับและศาลพิพากษาลงโทษกับให้ริบเครื่องรับโทรทัศน์นั้นซึ่งถูกยึดเป็นของกลางเมื่อฟังได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการเล่นพนันดังกล่าว ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนเครื่องรับโทรทัศน์แก่ผู้ร้อง.(ที่มา-ส่งเสริม)
- ฎีกาที่ 5852/2530
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และระบุงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกเพื่อใช้เป็นเลขพนันได้เสีย เป็นฟ้องที่แสดงการกระทำชัดแจ้งพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว ไม่จำต้องระบุเลขรางวัลสลากที่ออกมาในฟ้องด้วย
- ฎีกาที่ 5852/2530
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และระบุงวดสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกเพื่อใช้เป็นเลขพนันได้เสีย เป็นฟ้องที่แสดงการกระทำชัดแจ้งพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และเป็นฟ้องที่สมบูรณ์แล้ว ไม่จำต้องระบุเลขรางวัลสลากที่ออกมาในฟ้องด้วย
- ฎีกาที่ 860/2530
ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 15 และพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้นำจับผู้กระทำผิด ให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำผิดใช้สินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับด้วย นั้น ศาลจะสั่งให้ผู้กระทำผิดจ่ายสินบนนำจับก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับด้วย เพราะค่าปรับเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่า ผู้กระทำผิดจะต้องจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเท่าใด ดังนั้น ในกรณีที่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่อย่างเดียว ศาลไม่สั่งให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับ.
- ฎีกาที่ 860/2530
ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 15 และพระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้นำจับผู้กระทำผิด ให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ และให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำผิดใช้สินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับด้วย นั้น ศาลจะสั่งให้ผู้กระทำผิดจ่ายสินบนนำจับก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับด้วย เพราะค่าปรับเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่า ผู้กระทำผิดจะต้องจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเท่าใด ดังนั้น ในกรณีที่ศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่อย่างเดียว ศาลไม่สั่งให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับ.
- ฎีกาที่ 2477/2529
เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเพียงเครื่องรับสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์การที่ผู้ดูโทรทัศน์ท้าพนันผลการแข่งขันชกมวยตามภาพที่ปรากฏหาทำให้เครื่องรับโทรทัศน์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนันตามความหมายของพระราชบัญญัติการพนันโดยแท้จริงไม่ศาลย่อมไม่ริบเครื่องรับโทรทัศน์ของกลาง.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
- ฎีกาที่ 2896/2529
พระราชบัญญัติการพนันพ.ศ.2478มาตรา12(1)มีความหมายว่าผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วยหาใช่ลงโทษจำคุกและปรับเฉพาะแต่ผู้จัดให้มีการเล่นเท่านั้นไม่เพียงแต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่าลูกค้าจะลงโทษปรับอย่างเดียวก็ได้ซึ่งเป็นโทษที่เบากว่าจำเลยเป็นผู้เข้าเล่นการพนันอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวที่เรียกว่าเจ้ามือไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะลงโทษปรับอย่างเดียวได้ต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ.
- ฎีกาที่ 2896/2529
พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12(1) มีความหมายว่าผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วยหาใช่ลงโทษจำคุกและปรับเฉพาะแต่ผู้จัดให้มีการเล่นเท่านั้นไม่ เพียงแต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่าลูกค้าจะลงโทษปรับอย่างเดียวก็ได้ซึ่งเป็นโทษที่เบากว่า จำเลยเป็นผู้เข้าเล่นการพนันอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวที่เรียกว่าเจ้ามือไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะลงโทษปรับอย่างเดียวได้ต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ.
- ฎีกาที่ 2896/2529
พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (1) มีความหมายว่า ผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วยหาใช่ลงโทษจำคุกและปรับเฉพาะแต่ผู้จัดให้มีการเล่นเท่านั้นไม่ เพียงแต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าผู้เข้าเล่นหรือเข้าพนันที่เรียกว่าลูกค้าจะลงโทษปรับอย่างเดียวก็ได้ซึ่งเป็นโทษที่เบากว่า จำเลยเป็นผู้เข้าเล่นการพนันอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวที่เรียกว่าเจ้ามือ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะลงโทษปรับอย่างเดียวได้ต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับ
- ฎีกาที่ 3540/2527
คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. ได้กล่าวบรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามสิบแปดโดยชัดเจนว่า จำเลยทั้งหมดบังอาจร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ อันเป็นการพนันตามบัญชีก.หมายเลข 23 และร่วมกันเล่นการพนันรูเล็ตอันเป็นการพนันประเภทล้อหมุน ตามบัญชีก. หมายเลข 15 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยมิได้รับอนุญาตโดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันแต่ละประเภทดังกล่าวเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และจำเลยที่ 1เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันแต่ละประเภทดังกล่าวโดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 38เป็นผู้เข้าเล่น ซึ่งเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยทั้งหมดเข้าใจข้อหาได้ดีแม้จะเป็นการกล่าวถึงการร่วมกันเล่นการพนันสองอย่างคือการพนันไฮโลว์และรูเล็ตในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ถือเป็นการขัดแย้งกันเพราะโจทก์อาจนำสืบได้ว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกันเล่นการพนันดังที่โจทก์ฟ้อง และจำเลยทุกคนต …
- ฎีกาที่ 3540/2527
คำฟ้องของโจทก์ในข้อ ก. และ ข. ได้กล่าวบรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสามสิบแปดโดยชัดเจนว่า จำเลยทั้งหมดบังอาจร่วมกันเล่นการพนันไฮโลว์ อันเป็นการพนันตามบัญชีก.หมายเลข 23 และร่วมกันเล่นการพนันรูเล็ตอันเป็นการพนันประเภทล้อหมุน ตามบัญชีก. หมายเลข 15 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยมิได้รับอนุญาตโดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันแต่ละประเภทดังกล่าวเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันแต่ละประเภทดังกล่าวโดยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 38 เป็นผู้เข้าเล่น ซึ่งเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยทั้งหมดเข้าใจข้อหาได้ดี แม้จะเป็นการกล่าวถึงการร่วมกันเล่นการพนันสองอย่างคือการพนันไฮโลว์และรูเล็ตในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ถือเป็นการขัดแย้งกันเพราะโจทก์อาจนำสืบได้ว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกันเล่นการพนันดังที่โจทก์ฟ้อง และจำเลยทุก …
- ฎีกาที่ 3076/2523
พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 14 ทวิบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนด 3 ปี กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีก (1) ถ้าโทษซึ่งกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ได้กระทำครั้งหลังเป็นโทษจำคุกและปรับให้วางโทษทวีคูณ (2) ถ้าโทษซึ่งกำหนดไว้สำหรับความผิดที่กระทำครั้งหลังเป็นโทษจำคุกหรือปรับให้วางโทษทั้งจำทั้งปรับ" คำว่าพ้นโทษตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือพ้นโทษที่ได้รับจริงๆในคดีก่อนนั่นเอง เมื่อในคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุก จึงไม่มีวันพ้นโทษจำคุกที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้ เพียงแต่ศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ก็ไม่ใช่โทษซึ่งครบกำหนดตามที่รอไว้แล้วจะได้เป็นการพ้นโทษไปได้ในตัวกรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดอีก จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่7/2523)
- ฎีกาที่ 3076/2523
พระราชบัญญัติกาพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 14 ทวิ บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนด 3 ปี กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้อีก (1) ถ้าโทษซึ่งกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ได้กระทำครั้งหลังเป็นโทษจำคุกและปรับให้วางโทษทวีคูณ (2) ถ้าโทษซึ่งกำหนดไว้สำหรับความผิดที่กระทำครั้งหลังเป็นโทษจำคุกและปรับให้วางโทษทั้งจำทั้งปรับ" คำว่าพ้นโทษตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือพ้นโทษที่ได้รับจริงๆ ในคดีก่อนนั่นเอง เมื่อในคดีก่อนจำเลยไม่ได้รับโทษจำคุก จึงไม่วันพ้นโทษจำคุกที่จะถือเอาเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษจำเลยได้ เพียงศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ก็ไม่ใช่โทษซึ่งครบกำหนดตามที่รอไว้แล้วจะได้เป็นการพ้นโทษไปได้ในตัว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดอีก จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้ง 7/2522)
- ฎีกาที่ 664/2520
เมื่อปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติการพนันมาก่อนแล้ว ศาลก็รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมิได้ เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 การเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 14 ทวิ(2) กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้วางโทษทั้งจำทั้งปรับจึงจะวางโทษโดยเพิ่มโทษปรับเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น ศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้
- ฎีกาที่ 1865/2519
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมเล่นการพนัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเงินอันเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันจากวงการเล่นเป็นของกลางจำเลยให้การรับว่ากระทำความผิดตามฟ้องจริง แปลได้ว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการเมื่อโจทก์กล่าวในฟ้องว่าเงินของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนัน จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติการพนัน ถ้าจำเลยเห็นว่าเงินนั้นส่วนหนึ่งเป็นของตนซึ่งมิได้เอาออกพนัน ก็ชอบที่จะให้การต่อสู้ไว้ และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ริบของกลางจนคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่จำเลยจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเงินของกลางคืนได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในชั้นขอให้คืนของกลาง แล้วสั่งคืนให้ผู้ร้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ มิได้ห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้
- ฎีกาที่ 1865/2519
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นการพนัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเงินอันเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันจากวงการเล่นเป็นของกลาง จำเลยให้การรับว่าการกระทำความผิดตามฟ้องจริง แปลได้ว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ เมื่อโจทก์กล่าวในฟ้องว่าเงินของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนัน จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติการพนัน ถ้าจำเลยเห็นว่าเงินนั้นส่วนหนึ่งเป็นของตนซึ่งมิได้เอาออกพนัน ก็ชอบที่จะให้การต่อสู้ไว้ และจำเลยก็มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาให้ริบของกลางจนคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ที่จำเลยจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเงินของกลางคืนได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีในชั้นขอให้คืนของกลาง แล้วสั่งคืนให้ผู้ร้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ มิได้ห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้