กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499
570 รายการ · หน้า 26 จาก 29
- ฎีกาที่ 645/2508
ผู้ว่าคดีฟ้องด้วยวาจาว่า 'เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2506 เวลากลางวันจำเลยได้ลักลอบนำธนบัตรเข้าไปในเรือนจำและมีไว้ในครอบครอง580 บาท ฯลฯ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 37,39,45 วรรคสาม และริบของกลางฯลฯ' โดยไม่ได้แจ้งข้อความต่อศาลว่า 'เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ' ด้วยนั้น ก็เป็นฟ้องที่ครบบริบูรณ์แล้ว เพราะกิริยา'ลักลอบ' หมายถึงการนำธนบัตรเข้าไปในเรือนจำเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดได้ทั้ง 2 กรณี (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 29/2507)
- ฎีกาที่ 645/2508
ผู้ว่าคดีฟ้องด้วยวาจาว่า " เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2506 เวลากลางวัน จำเลยได้ลักลอบนำธนบัตรเข้าไปในเรือนจำและมีไว้ในครอบครอง 580 บาท ฯลฯ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 37, 39, 45 วรรค 3 และริบของกลาง ฯลฯ" โดยไม่ได้แจ้งข้อความต่อศาลว่า "เป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ" ด้วยนั้น ก็เป็นฟ้องที่ครบบริบูรร์แล้ว เพราะกิริยา "ลักลอบ" หมายถึงการนำธนบัตรเข้าไปในเรือนจำเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำ อันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดได้ทั้ง 2 กรณี (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 29/2507)
- ฎีกาที่ 833/2508
รูป รอยประดิษฐ์ของโจทก์จำเลยเป็นอย่างไรเป็นที่รับกันข้อเท็จจริงอื่นก็ไม่โต้เถียงกัน คงมีปัญหาเพียงว่าจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยได้เอารูปรอยประดิษฐ์กล่องบรรจุยาของโจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมาย (เทียบฎีกาที่1691/2493 เรื่องเลียนเครื่องหมายการค้า)
- ฎีกาที่ 185-186/2507
คดีต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลแขวงสั่งรับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ในการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ได้หยิบยกข้อเท็จจริงบางประการที่ศาลแขวงมิได้วินิจฉัยไว้ขึ้นชี้ขาดเสียเองเพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาเพราะศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลแขวง ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงฟังมายังขาดตกบกพร่องหรือไม่พอเพียงศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลแขวงฟังข้อเท็จจริงใดๆ เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ตามแต่จะเห็นสมควรแก่กรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3) ข
- ฎีกาที่ 185-186/2507
คดีต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลแขวงสั่งรับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ในการพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้หยิบยกข้อเท็จจริงบางประการที่ศาลแขวงมิได้วินิจฉัยไว้ ขึ้นชี้ขาดเสียเองเพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย การดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาของศาลอุทธรณ์เช่นนี้ ไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา เพราะศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลแขวง ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงฟังมายังขาดตกบกพร่องหรือไม่พอเพียง ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลแขวงฟังข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปได้ตามแต่จะเห็นสมควรแก่กรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)ข.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:56/2507
ในคดีที่ฟ้องจำเลยหลายคน ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยคนใด คดีเป็นอันต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยคนนั้น
- ฎีกาที่ 95/2507
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172 แต่ไม่ได้ระบุมาว่า การที่จำเลยแจ้งความเท็จนั้นอาจทำให้ผู้ใดหรือประชาชนเสียหายแม้จะอ่านคำบรรยายฟ้องโดยทั่วไปก็ไม่อาจทราบความข้อนี้ได้ดังนี้ ฟ้องโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวนั้น จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ การช่วยผู้อื่นเพื่อไม่ให้ต้องโทษอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 นั้น จะต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือ 1. โดยให้ที่พัก หรือ 2. โดยซ่อนเร้น หรือ 3. โดยช่วยอย่างอื่นเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม การบรรยายฟ้องมีใจความแต่เพียงว่า จำเลยกล่าวเท็จต่อเจ้าพนักงานในเรื่องทำพินัยกรรมเพื่อช่วยเหลือพวกที่ต้องหาว่าสมคบกันทำพินัยกรรมปลอมเพื่อไม่ให้ต้องโทษและเมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์หาว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาถูกจับกุมดังนี้ เป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ความผิดตามมาตรา 189 จะลงโทษจำเลยไม่ได้
- ฎีกาที่ 95/2507
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 172 แต่ไม่ได้ระบุมาว่า การที่จำเลยแจ้งความเท็จนั้น อาจทำให้ผู้ใดหรือประชาชนเสียหาย แม้จะอ่านคำบรรยายฟ้องโดยทั่วไปก็ไม่อาจทราบความข้อนี้ได้ ดังนี้ ฟ้องโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าวนั้นจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ การช่วยผู้อื่นเพื่อไม่ให้ต้องโทษอันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 189 นั้นจะต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ 1.โดยให้ที่พัก หรือ 2.โดยซ่อนเร้นหรือ 3.โดยช่วยอย่างอื่นเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม การบรรยายฟ้องมีใจความแต่เพียงว่าจำเลยกล่าวเท็จต่อเจ้าพนักงานในเรื่องทำพินัยกรรมเพื่อช่วยเหลือพวกที่ต้องหาว่าสมคบกันทำพินัยกรรมปลอมเพื่อไม่ให้ต้องโทษ และเมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดแล้วก็ไม่อาจทราบได้ว่าโจทก์หาว่าจำเลยกระทำเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาถูกจับกุม ดังนี้ เป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ความผิดตามมาตรา 189 จะลงโทษจำเลยย่อมไม่ได้
- ฎีกาที่ 1045/2506
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 9 วรรคสามบัญญัติว่า "ในทางที่ไม่ใช่ทางแยก ห้ามไม่ให้เลี้ยวตัดหน้ารถยนต์หรือรถรางที่กำลังแล่นภายในระยะน้อยกว่าสิบห้าเมตร" การที่จำเลยเลี้ยวรถจะเข้าทางแห่งหนึ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับขี่มาข้างหลังภายในระยะ 7-8 เมตร จะถือว่าจำเลยฝ่าฝืนบทกฎหมายมาตรานี้ ทำให้โจทก์บาดเจ็บสาหัสโดยประมาทตามอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1045/2506
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 9 วรรค 3 บัญญัติว่า "ในทางที่ไม่ใช่ทางแยก ห้ามไม่ให้เลี้ยวตัดหน้ารถยนต์หรือรถรางที่กำลังแล่นภายในระยะน้อยกว่าสิบห้าเมตร" การที่จำเลยเลี้ยวรถจะเข้าทางแพ่งหนึ่งตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับขี่มาข้างหลังภายในระยะ 7-8 เมตร จะถือว่าจำเลยฝ่าฝืนบทกฎหมายมาตรานี้ ทำให้โจทก์บาดเจ็บสาหัสโดยประมาทตามอุทธรณ์ของโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกำหมาย
- ฎีกาที่ 133/2506
จำเลยหลบหนีไปจากสถานที่ควบคุมในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ในข้อหาเรื่องอื่น พนักงานสอบสวนมิได้ส่งตัวจำเลยไปฟ้องหรือขอผัดฟ้องภายในกำหนด 72 ชั่วโมง นับแต่จำเลยถูกจับ ผู้ว่าคดีเพิ่งฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงเมื่อจำเลยถูกจับในคดีหลบหนีฯ นี้แล้ว 3 เดือนเศษ เมื่อได้ความว่าอธิบดีกรมอัยการได้อนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องได้
- ฎีกาที่ 1495/2506
เมื่อศาลแขวงมีอำนาจรับฟ้องคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้จำเลยระงับเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข มาตรา 74 ไว้พิจารณาพิพากษาแล้วก็ย่อมมีอำนาจตามมาตรา 74 วรรค 2 ที่จะสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 23 คือ ระงับเหตุรำคาญตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นได้ด้วย เพราะเป็นคำสั่งส่วนหนึ่งในคดีอาญาที่ฟ้องจำเลยนั่นเอง หาเป็นการเกินอำนาจศาลแขวงที่จะสั่งไม่
- ฎีกาที่ 1668/2506
เจ้าพนักงานจับจำเลยฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แล้วจำเลยถูกควบคุมตัวในฐานเป็นบุคคลอันธพาลประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 ได้ 24 วัน โจกท์นำจำเลยมาฟ้องศาลแขวงอุดรธานีในความผิดฐานหมิ่น เจ้าพนักงานได้โดยไม่ต้องขอผัดฟ้องหรือขออนุญาตฟ้องจากอธิบดีกรมอัยการ
- ฎีกาที่ 87/2506
ผู้รับฝากเงินย่อมมีอำนาจที่จะเอาไปใช้จ่ายได้ และมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบดังนั้น เมื่อผู้รับฝากถูกหลอกลวง ผู้รับฝากก็ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ แต่กลับไม่ร้องทุกข์มอบให้ดำเนินคดีด้วยเหตุนี้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนผู้ฝากเงินซึ่งมิได้ถูกหลอกลวงนั้น มิใช่ผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ว่าคดีศาลแขวงฯ โจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 39/2505)
- ฎีกาที่ 87/2506
ผู้รับเงินฝากย่อมมีอำนาจที่จะเอาไปใช้จ่ายได้ ว และมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบ ดังนั้น เมื่อผู้รับฝากถูกหลอกลวง ผู้รับฝากก็ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ แต่กลับไม่ร้องทุกข์มอบให้ดำเนินคดี ด้วยเหตุนี้โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนผู้ฝากเงินซึ่งมิได้ถูกหลอกลวงนั้น มิใช่ผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ดังนั้น ผู้ว่าคดีศาลแขวงฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 39/2505
- ฎีกาที่ 116/2505
โจทก์ฟ้องในข้อหาต่างกระทงกัน ต่อศาลแขวง แม้ข้อหากระทงหนึ่งซึ่งสาลแขวงยกฟ้องจะยุติไปเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงก็ดี ข้อหากระทงอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเพราะไม่ใช่คดีที่อัตราโทษอยู่ในอำนาจศาลแขวงพิจารณาพิพากษา ก็หายุติตามไปด้วยไม่ และศาลไม่จำต้องฟังข้อเท็จจริงตาม กระทงที่ยุติไปเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาในกระทงอื่นที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต่อไป
- ฎีกาที่ 1973/2505
ในคดีอาญา เมื่อโจทก์สืบพยานหมดแล้วอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอพิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้วโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 และ 88 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลชั้นต้นสั่งชี้ขาดในปัญหาที่โจทก์จะพิสูจน์พยานจำเลยว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นแห่งคดีจึงไม่อนุญาต การที่ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนี้ ก็โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย เมื่อเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถึงหากโจทก์จะขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยได้ โจทก์ก็อุทธรณ์ฎีกาเพื่อขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยไม่ได้อยู่นั่นเอง
- ฎีกาที่ 1973/2505
ในคดีอาญา เมื่อโจทก์สืบพยานหมดแล้ว อยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอพิสูจน์พยานจำเลยที่เบิกความไปแล้วโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 และ 88 วรรคท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลชั้นต้นสั่งชี้ขาดในปัญหาที่โจทก์จะพิสูจน์พยานจำเลยว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ห่างไกลต่อประเด็นแห่งคดีจึงไม่อนุญาต การที่ศาลชั้นต้นสั่งเช่นนี้ ก็โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงมิใช่เป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย เมื่อเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ถึงหากโจทก์จะขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยได้ โจทก์ก็อุทธรณ์ฎีกา เพื่อขอสืบพยานพิสูจน์พยานจำเลยไม่ได้อยู่นั่นเอง
- ฎีกาที่ 442/2505
คดีที่ผู้ว่าคดีฟ้องจำเลยด้วยวาจาต่อศาลแขวงและจำเลยรับสารภาพ ศาลได้บันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และทำคำพิพากษาไว้ในบันทึกฉบับเดียวกันตามมาตรา 20 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ บันทึกของศาลนี้ไม่เป็นคำฟ้อง ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ตามบันทึกหลักฐานการฟ้องด้วยวาจาที่โจทก์ส่งศาลปรากฏว่าจำเลยกระทำผิดระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 กรกฎาคม 2503 แต่ศาลได้บันทึกว่า จำเลยกระทำผิดเมื่อระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 กันยายน 2503 เป็นเรื่องผิดพลาดที่ศาลอาจพลั้งเผลอ ซึ่งไม่เป็นเหตุที่จะหยิบยกขึ้นอ้างว่า โจทก์ฟ้องผิดจากวันที่เป็นจริงได้
- ฎีกาที่ 500/2505
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน โดยเป็นข้าราชการชั้นจัตวาประจำแผนกบัญชีและพัสดุ มีหน้าที่ทำบัญชี จัดการเกี่ยวกับการเงิน ฯลฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กล่าวคือได้ยักยอกเอาเงินของกรมโยธาเทศบาลไปจำนวนหนึ่ง ในการกระทำทุจริตของจำเลยปรากฏว่าจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตนำเช็คที่สั่งจ่ายให้ผู้อื่นไปเบิกเงินเอาไปใช้ส่วนตัว ทำให้สาธารณชนและกรมโยธาเทศบาลเสียหาย และเพื่อปกปิดการกระทำดังกล่าว จำเลยบังอาจจดจำนวนเงินผิดจากความจริงลงในทะเบียนบัญชีเงินสดฯ อันเป็นหนังสือสำคัญในราชการซึ่งอยู่ในหน้าที่ของจำเลย พนักงานสอบสวนได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงฯ ให้ไต่สวนมูลฟ้องฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์เป็นประโยชน์โดยเจตนาทุจริต ศาลแขวงสั่งคดีมีมูล เหตุที่โจทก์ฟ้องต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำหนังสือราชการเท็จมาด้วยนั้น เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกันเกี่ยวพันกันและต่อเ …