กฎหมายที่อ้างถึง: พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
553 รายการ · หน้า 19 จาก 28
- ฎีกาที่ 1207/2511
ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 มาตรา 17 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี. หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท. ฉะนั้นจึงต้องถืออายุความฟ้องร้อง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3). ฟ้องโจทก์ซึ่งบรรยายว่า 'ฯลฯระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม2506 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2507 ฯลฯ' ประกอบข้อความว่า'ฯลฯได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าบางน้ำจืดบางส่วนในท้องที่ตำบลบางสนอำเภอปทิว จังหวัดชุมพร เป็นป่าคุ้มครอง. และจำเลยได้ทำลายป่า และตัดฟันไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติรวมเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา. โดยมิได้รับอนุญาต ฯลฯ'. ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม.
- ฎีกาที่ 1207/2511
ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 มาตรา 17 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ฉะนั้นจึงต้องถืออายุความฟ้องร้อง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) ฟ้องโจทก์ซึ่งบรรยายว่า "ฯลฯระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2506 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2507 ฯลฯ" ประกอบข้อความว่า"ฯลฯได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าบางน้ำจืดบางส่วนในท้องที่ตำบลบางสนอำเภอปทิว จังหวัดชุมพร เป็นป่าคุ้มครอง และจำเลยได้ทำลายป่า และตัดฟันไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติรวมเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา โดยมิได้รับอนุญาต ฯลฯ" ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1207/2511
ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 73พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 มาตรา 17 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000บาท ฉะนั้นจึงต้องถืออายุความฟ้องร้อง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) ฟ้องโจทก์ซึ่งบรรยายว่า 'ฯลฯ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม2506 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2507 ฯลฯ' ประกอบข้อความว่า'ฯลฯได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ป่าบางน้ำจืดบางส่วนในท้องที่ตำบลบางสน อำเภอปทิว จังหวัดชุมพร เป็นป่าคุ้มครอง และจำเลยได้ทำลายป่า และตัดฟันไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติรวมเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา โดยมิได้รับอนุญาต ฯลฯ' ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
- ฎีกาที่ 1327/2511
ข้อเท็จจริงเพียงว่า จำเลยมีเครื่องมือประกอบประตูหน้าต่างไว้เพื่อประกอบประตูหน้าต่างในสถานที่ของจำเลย. หากแต่จำเลยมิได้แปรรูปไม้ ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยฐานมีโรงงานแปรรูปไม้ตามนัย มาตรา 4(13) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484.
- ฎีกาที่ 1327/2511
ข้อเท็จจริงเพียงว่า จำเลยมีเครื่องมือประกอบประตูหน้าต่างไว้เพื่อประกอบประตูหน้าต่างในสถานที่ของจำเลย หากแต่จำเลยมิได้แปรรูปไม้ ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยฐานมีโรงงานแปรรูปไม้ตามนัย มาตรา 4(13) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484
- ฎีกาที่ 1327/2511
ข้อเท็จจริงเพียงว่า จำเลยมีเครื่องมือประกอบประตูหน้าต่างไว้เพื่อประกอบประตูหน้าต่างในสถานที่ของจำเลย หากแต่จำเลยมิได้แปรรูปไม้ ยังไม่พอฟังลงโทษจำเลยฐานมีโรงงานแปรรูปไม้ตามนัย มาตรา 4(13) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484
- ฎีกาที่ 1459/2511
กฎหมายป่าไม้บัญญัติแยกความผิดฐานแปรรูปไม้กับมีไม้แปรรูปไว้ต่างหากจากกัน. กล่าวคือ การแปรรูปไม้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเนื้อไม้เท่าใดก็ตาม หากมิได้รับอนุญาตแล้วย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น. เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นตามมาตรา 50 เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติยกเว้นไว้อย่างกรณีมีไม้แปรรูปซึ่งหากมีจำนวนไม่เกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตรแล้ว ก็ไม่จำต้องขอรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่. (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 21/2511).
- ฎีกาที่ 1459/2511
กฎหมายป่าไม้บัญญัติแยกความผิดฐานแปรรูปไม้กับมีไม้แปรรูปไว้ต่างหากจากกัน กล่าวคือ การแปรรูปไม้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเนื้อไม้เท่าใดก็ตาม หากมิได้รับอนุญาตแล้วย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นตามมาตรา 50 เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติยกเว้นไว้อย่างกรณีมีไม้แปรรูปซึ่งหากมีจำนวนไม่เกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตรแล้ว ก็ไม่จำต้องขอรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 21/2511)
- ฎีกาที่ 1459/2511
กฎหมายป่าไม้บัญญัติแยกความผิดฐานแปรรูปไม้กับมีไม้แปรรูปไว้ต่างหากจากกัน กล่าวคือ การแปรรูปไม้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเนื้อไม้เท่าใดก็ตาม หากมิได้รับอนุญาตแล้วย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น เว้นแต่จะเข้ากรณียกเว้นตามมาตรา 50 เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติยกเว้นไว้อย่างกรณีมีไม้แปรรูปซึ่งหากมีจำนวนไม่เกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตรแล้ว ก็ไม่จำต้องขอรับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 21/2511)
- ฎีกาที่ 185-195/2511
คดีที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษปรับและให้จำเลยออกจากป่าที่แผ้วถาง. เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา.กล่าวคือ ยังคงครอบครองป่าที่ศาลสั่งให้ออกอยู่ โจทก์จึงมีคำขอต่อศาลให้บังคับคดี. ศาลย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาขั้นบังคับคดีแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15. โดยไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในทางแพ่งขึ้นมาใหม่. จำเลยจะอ้างว่าตนได้ครอบครองที่ป่ามาช้านานจนกลายเป็นที่นา.ดังนี้ถือว่า เป็นการอ้างข้อเท็จจริงมาใหม่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในทางพิจารณา. หากจะฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมา ก็เท่ากับให้ดำเนินคดีกับจำเลยใหม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190.โดยห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว.นอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด.
- ฎีกาที่ 185-195/2511
คดีที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษปรับและให้จำเลยออกจากป่าที่แผ้วถางเมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษากล่าวคือ ยังคงครอบครองป่าที่ศาลสั่งให้ออกอยู่ โจทก์จึงมีคำขอต่อศาลให้บังคับคดีศาลย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาขั้นบังคับคดีแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในทางแพ่งขึ้นมาใหม่ จำเลยจะอ้างว่าตนได้ครอบครองที่ป่ามาช้านานจนกลายเป็นที่นาดังนี้ถือว่า เป็นการอ้างข้อเท็จจริงมาใหม่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในทางพิจารณาหากจะฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมา ก็เท่ากับให้ดำเนินคดีกับจำเลยใหม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190โดยห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้วนอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
- ฎีกาที่ 185-195/2511
คดีที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษปรับและให้จำเลยออกจากป่าที่แผ้วถาง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา กล่าวคือ ยังครอบครองป่าที่ศาลสั่งให้ออกอยู่ โจทก์จึงมีคำขอต่อศาลให้บังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีแก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยไม่จำเป็นจะต้องให้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในทางแพ่งขึ้นมาใหม่ จำเลยจะอ้างว่าตนได้ครอบครองที่ป่ามาช้านานจนกลายเป็นที่นา ดังนี้ถือว่า เป็นการอ้างข้อเท็จจริงมาใหม่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติในทางพิจารณา หากจะฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างมา ก็เท่ากับให้ดำเนินคดีกับจำเลยใหม่ ซึ่งจะมีผลเป็นการแก้คำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ย่อมเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 โดยห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด
- ฎีกาที่ 437/2511
แม้เรือของกลางจะใช้ในการประมงยังไม่ได้. โดยยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์และหางเสือ. และยังไม่ได้ต่อปากระวางเรือทำเก๋งก็ดี. แต่ก็สำเร็จเป็นตัวลำเรือและตอกหมันยาชันใช้ล่องตามลำคลองได้แล้ว. เห็นได้ว่าอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้อันแท้จริง ไม่ใช่ทำขึ้นเพียงชั่วคราวเพื่อลวงหรือพราง โดยเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย.จึงไม่ใช่ไม้แปรรูป.
- ฎีกาที่ 437/2511
แม้เรือของกลางจะใช้ในการประมงยังไม่ได้ โดยยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์และหางเสือ และยังไม่ได้ต่อปากระวางเรือทำเก๋งก็ดีแต่ก็สำเร็จเป็นตัวลำเรือและตอกหมันยาชันใช้ล่องตามลำคลองได้แล้วเห็นได้ว่าอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้อันแท้จริง ไม่ใช่ทำขึ้นเพียงชั่วคราวเพื่อลวงหรือพราง โดยเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงไม่ใช่ไม้แปรรูป
- ฎีกาที่ 437/2511
แม้เรือของกลางจะใช้ในการประมงยังไม่ได้ โดยยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์และหางเสือ และยังไม่ได้ต่อปากระวางเรือทำเก๋งก็ดี แต่ก็สำเร็จเป็นตัวลำเรือและตอกหมันยาชันใช้ล่องตามลำคลองได้แล้ว เห็นได้ว่าอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้อันแท้จริง ไม่ใช่ทำขึ้นเพียงชั่วคราวเพื่อลวงหรือพราง โดยเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายจึงไม่ใช่ไม้แปรรูป
- ฎีกาที่ 493/2511
โจทก์กับพวกได้รับอนุญาตให้ตัดฟันไม้ในป่าโดยโจทก์ได้ชำระค่าภาคหลวง. จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นป่าไม้เขต ได้ออกตรวจและตีตรายึดไม้ที่โจทก์กับพวกตัดไม้ รวมทั้งไม้ 1021ท่อนที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอสั่งให้นายดวงสอนตรวจวัดไม้และตีตราเพื่อชำระค่าภาคหลวงให้โจทก์. ไม้จำนวน 1021 ท่อนนี้ถูกจำเลยที่ 5 ยึดไว้รวมกับไม้อื่นๆที่โจทก์กับพวกตัดฟันและยังไม่ได้ตรวจตีตรา. ไม้ 1021ท่อนได้สูญหายไปหมดสิ้น. ดังนี้ถ้าจำเลยที่ 5 มิได้สั่งยึดไม้รายนี้ไว้. และไม้รายนี้มิได้สูญหายไปในระหว่างที่ถูกจำเลยที่ 5 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1 ยึดไว้แล้ว. การทำไม้ก็เป็นอันสมบูรณ์. แต่ไม้รายนี้ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ได้มีคำสั่งให้ยึดไว้รวมกับไม้รายอื่นที่โจทก์ทำผิดแล้วไม่ถอนคืนให้โจทก์. ต่อมาไม้ได้สูญหายไปในระหว่างถูกจำเลยที่ 5 สั่งยึดและการสูญหายก็อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วย. ดังนี้ จะถื …
- ฎีกาที่ 493/2511
โจทก์กับพวกได้รับอนุญาตให้ตัดฟันไม้ในป่าโดยโจทก์ได้ชำระค่าภาคหลวงจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นป่าไม้เขต ได้ออกตรวจและตีตรายึดไม้ที่โจทก์กับพวกตัดไม้ รวมทั้งไม้ 1021ท่อนที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอสั่งให้นายดวงสอนตรวจวัดไม้และตีตราเพื่อชำระค่าภาคหลวงให้โจทก์ไม้จำนวน 1021 ท่อนนี้ถูกจำเลยที่ 5 ยึดไว้รวมกับไม้อื่นๆที่โจทก์กับพวกตัดฟันและยังไม่ได้ตรวจตีตรา ไม้ 1021ท่อนได้สูญหายไปหมดสิ้นดังนี้ถ้าจำเลยที่ 5 มิได้สั่งยึดไม้รายนี้ไว้และไม้รายนี้มิได้สูญหายไปในระหว่างที่ถูกจำเลยที่ 5 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1 ยึดไว้แล้ว การทำไม้ก็เป็นอันสมบูรณ์ แต่ไม้รายนี้ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ได้มีคำสั่งให้ยึดไว้รวมกับไม้รายอื่นที่โจทก์ทำผิดแล้วไม่ถอนคืนให้โจทก์ต่อมาไม้ได้สูญหายไปในระหว่างถูกจำเลยที่ 5 สั่งยึดและการสูญหายก็อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วยดังนี้ จะถือว่าการทำไม้สมบ …
- ฎีกาที่ 493/2511
โจทก์กับพวกได้รับอนุญาตให้ตัดฟันไม้ในป่าโดยโจทก์ได้ชำระค่าภาคหลวง จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นป่าไม้เขต ได้ออกตรวจและตีตรายึดไม้ที่โจทก์กับพวกตัดไม้ รวมทั้งไม้ 1021 ท่อนที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอสั่งให้นายดวงสอนตรวจวัดไม้และตีตราเพื่อชำระค่าภาคหลวงให้โจทก์ ไม้จำนวน 1021 ท่อนนี้ถูกจำเลยที่ 5 ยึดไว้รวมกับไม้อื่น ๆ ที่โจทก์กับพวกตัดฟันและยังไม่ได้ตรวจตีตรา ไม้ 1021 ท่อนได้สูญหายไปหมดสิ้น ดังนี้ ถ้าจำเลยที่ 5 มิได้สั่งยึดไม้รายนี้ไว้ และไม้รายนี้มิได้สูญหายไปในระหว่างที่ถูกจำเลยที่ 5 ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ยึดไว้แล้ว การทำไม้ก็เป็นอันสมบูรณ์ แต่ไม้รายนี้ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยที่ 5 ได้มีคำสั่งให้ยึดไว้รวมกับไม้รายอื่นที่โจทก์ทำผิดแล้วไม่ถอนคืนให้โจทก์ ต่อมาไม้ได้สูญหายไปในระหว่างถูกจำเลยที่ 5 สั่งยึดและการสูญหายก็อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนี้ จะถือว่ …
- ฎีกาที่ 640-654/2511
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 3 พ.ศ.2494 ที่บัญญัติไว้ว่า ถ้าผู้รับอนุญาตไม่ชำระค่าภาคหลวงให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้. ให้ไม้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น. แสดงอยู่ในตัวว่าโจทก์จะเรียกเก็บค่าภาคหลวงตามมาตรา 14(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีไม้อยู่ในเวลาที่เรียกเก็บค่าภาคหลวง.มิฉะนั้นเมื่อผู้รับอนุญาตไม่ชำระ ก็ไม่มีไม้ตกเป็นของแผ่นดิน. โจทก์มีหนังสือเรียกเก็บค่าภาคหลวงจากจำเลยภายหลังที่ไม้ซึ่งมีรอยตราค่าภาคหลวงสูญหายไปหมด ไม่มีไม้เหลืออยู่.จึงเป็นการเรียกเก็บค่าภาคหลวงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย. ซึ่งโจทก์จะเอาเงินมัดจำการตรวจตีตราค่าภาคหลวงจำนวน 30,000บาท นั้นไปหักชำระเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าภาคหลวงไม่ได้.ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าภาคหลวงที่โจทก์ยังอ้างว่ายังขาดอยู่นั้นอีกด้วย. โจทก์ชอบที่จะคืนเงิน30,000 บาท ให้แก่จำเลยแต่ละรายตามส่วนการทำไม้ของจำเลย. โจทก์ …
- ฎีกาที่ 640-654/2511
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 14 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 3 พ.ศ.2494 ที่บัญญัติไว้ว่า ถ้าผู้รับอนุญาตไม่ชำระค่าภาคหลวงให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ให้ไม้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นแสดงอยู่ในตัวว่าโจทก์จะเรียกเก็บค่าภาคหลวงตามมาตรา 14(2) ได้ก็ต่อเมื่อมีไม้อยู่ในเวลาที่เรียกเก็บค่าภาคหลวงมิฉะนั้นเมื่อผู้รับอนุญาตไม่ชำระ ก็ไม่มีไม้ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีหนังสือเรียกเก็บค่าภาคหลวงจากจำเลยภายหลังที่ไม้ซึ่งมีรอยตราค่าภาคหลวงสูญหายไปหมด ไม่มีไม้เหลืออยู่จึงเป็นการเรียกเก็บค่าภาคหลวงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์จะเอาเงินมัดจำการตรวจตีตราค่าภาคหลวงจำนวน 30,000บาท นั้นไปหักชำระเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าภาคหลวงไม่ได้ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าภาคหลวงที่โจทก์ยังอ้างว่ายังขาดอยู่นั้นอีกด้วย โจทก์ชอบที่จะคืนเงิน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยแต่ละรายตามส่วนการทำไม้ของจำเลย โจทก์เรียกเก็บค …