มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 218
2,852 รายการ · หน้า 14 จาก 143
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:29/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอให้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในชั้นนี้ ยังไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:290/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ยื่นฎีกา จึงยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราวระหว่างฎีกาจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:30/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:30/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามไม่ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 4593/2545
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,340 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 3 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก และมาตรา 391 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309วรรคแรก ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปรับการฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนดคนละ 1 เดือน กรณีเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาการฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามกฎหมาย จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินคนละห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง …
- ฎีกาที่ 4593/2545
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,340 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 3 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจฯ คนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรกและมาตรา 391 โดยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 309วรรคแรก ให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปรับการฝึกและอบรมยังสถานพินิจฯ คนละ 1 เดือน กรณีจึงเป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษและแก้ไขระยะเวลาการฝึกและอบรมซึ่งไม่ใช่โทษตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องถือว่าศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินคนละห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:49/2545
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีต้องห้ามมิให้ฎีกา และยังมิได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:49/2545
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีต้องห้ามมิให้ฎีกา และยังมิได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 4975/2545
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโดยมิได้แก้บทลงโทษและกำหนดโทษ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะพิพากษาแก้ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของก็เป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 5147/2545
ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56(4) ได้ ก็ต่อเมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นดุลพินิจในการลงโทษของศาล ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:56/2545
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาด้วยแล้ว คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:56/2545
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาด้วยแล้ว คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 5976/2545
จำเลยฎีกาขอให้สั่งคืนของกลางให้แก่จำเลย ในทำนองว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ควรริบของกลาง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้โดยเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานก่นสร้างแผ้วถางป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 11,73 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54,72 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด เมื่อโทษดังกล่าวต่างมีระวางโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ไม่ไ …
- ฎีกาที่ 626/2545
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี รวมสองกระทง จำคุก 11 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน มีผลเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดกระทงแรกมีกำหนด 4 ปี และในความผิดกระทงหลังมีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
- ฎีกาที่ 691/2545
ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษ ผู้เสียหายพักอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 284 วรรคแรก ให้ลงโทษฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และความผิดฐานกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 15 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม มาตรา 91 เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งหมดที่ศาลชั้นต้นวางโทษแล้ว ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:71/2545
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเหตุอันควรสงสัย จึงต้องยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดรับฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าวไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 87) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 82 แผ่นที่ 2) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 87) คำสั่ง คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคู่ความจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:8/2545
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง หากปล่อยชั่วคราวไปจำเลยน่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:8/2545
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง หากปล่อยชั่วคราวไปจำเลยน่าจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:80/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่สมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยที่จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:88-89/2545
ความว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยขอใช้หลักประกันเดิม คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกาแล้วจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะให้มีการปล่อยชั่วคราวในระหว่างนี้ ไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง