มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 39
1,378 รายการ · หน้า 24 จาก 69
- ฎีกาที่ 2825/2539
จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อเช็คถึงกำหนดผู้เสียหายไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากบัญชีของจำเลยปิดแต่ได้ไปทำสัญญากับมารดาจำเลยที่สถานีตำรวจโดยมารดาจำเลยยอมชำระหนี้แทนต่อมาผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คหลังจากนั้นมารดาจำเลย ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงผู้เสียหายจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยต่อมาจำเลยนำเงินไปชำระให้ผู้เสียหาย55,000บาทส่วนที่เหลือจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไว้อีก2ฉบับดังนี้ถือได้ว่าผู้เสียหายกับจำเลยมุ่งหมายที่จะ ระงับข้อพิพาทโดยผู้เสียหายตกลงเข้าถือสิทธิในเงินและเช็คลงวันที่ล่วงหน้าทั้ง2ฉบับดังกล่าวสละสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยต่อไปสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป
- ฎีกาที่ 4548/2539
เอกสารที่อ.ผู้เสียหายทำให้จำเลย มีข้อความระบุว่าอ.รับรองว่าอ.ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยแล้วและไม่ติดใจเอาความต่อไป ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยได้ตกลงยอมความกันแล้ว เมื่อความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เป็นความผิดอันยอมความกันได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)
- ฎีกาที่ 5978/2539
เมื่อโจทก์ได้รับชำระเงินจากจำเลยเพื่อชำระหนี้ตามเช็คจนครบถ้วนตามที่ฟ้องมาแล้วดังนี้หนี้ที่จำเลยออกเช็คจึงสิ้นผลผูกพันแม้โจทก์จะเรียกร้องเงินอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากเงินตามเช็คอีกภายหลังที่ยื่นคำฟ้องแล้วโดยจำเลยจะชดใช้ให้ก็เป็นเงินคนละจำนวนกับเช็คตามที่โจทก์ฟ้องไม่ทำให้หนี้ตามเช็คมีผลผูกพันกันใหม่ต้องถือว่าคดีเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลย่อมยกขึ้นอ้างได้เอง
- ฎีกาที่ 6596/2539
จำเลยยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์และจำหน่ายคดีในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- ฎีกาที่ 6596/2539
จำเลยยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์และจำหน่ายคดีในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39 (2) จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1020/2538
ความว่า ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา แต่เนื่องจากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้และจำเลยตกลงกันได้แล้วผู้ร้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลง ไม่คัดค้าน (อันดับ 56,57) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 คงลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน พิเคราะห์ รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษจำเลย ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 9,660 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 41) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลฎีกาทำ คำสั่งเสร็จแล้วส่งไปศาลชั้นต้นเพื่ออ่าน (อันดับ 43,55) ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1032/2538
ความว่า คดีนี้ โจทก์ร่วมที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้แล้ว โจทก์ร่วมที่ 4 ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1อีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์หรือขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว จำเลยที่ 1 แถลงไม่คัดค้าน ส่วนโจทก์แถลงรับว่า นางเฉลาอนรรฆรัตน์ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมที่ 4 และโจทก์ร่วมที่ 4 ถึงแก่ความตายไปแล้วจริง(อันดับ 340,359) ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83,91 จำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 8 กรรม ให้ลงโทษจำคุกกรรมละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาและคำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1224/2538
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดี กับจำเลยต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์ที่ผู้ร้องได้ร้องทุกข์ไว้เพื่อให้คดีนี้ระงับไป โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ส่วนจำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 84) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และให้จำเลยคืนหรือ ใช้เงินจำนวน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ไม่รับฎีกา (อันดับ 79) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 81) ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมส่งศาลฎีกาเพื่อสั่ง (อันดับ 84) คำสั่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุดผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1444/2538
ความว่า คดีนี้ ผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอมผ่อนชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ กับจำเลยอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 98) คดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ 7810/2535) ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขดำที่ 7713/2535 ซึ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พุทธศักราช 2534 มาตรา 4 จำคุกจำเลย 9 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7810/2535 ฐานออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 101,533 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลย หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ใน สำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7713/2535 เสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 83) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำ …
- ฎีกาที่ 1605/2538
คดีข่มขืนกระทำชำเราเมื่อผู้เสียหายยืนยันว่าได้ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่และยังได้บอกให้บิดาทราบในทันทีที่บิดากลับบ้านหลังเกิดเหตุเพียง2ชั่วโมงประกอบกับในการเจรจาระหว่างญาติฝ่ายผู้เสียหายกับฝ่ายจำเลยจำเลยก็ยอมรับว่าได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจริงพยานหลักฐานโจทก์จึงฟังลงโทษจำเลยได้ ฝ่ายผู้เสียหายตกลงกับจำเลยและญาติจำเลยว่าฝ่ายจำเลยจะดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายและสู่ขอแต่งงานกับผู้เสียหายใน10วันโดยไม่ให้มีการแจ้งความดำเนินคดีแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงกรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(2)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1671/2538
เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาตามยอมแล้ว คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 7 หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ มูลหนี้ตามเช็คที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเรียกเก็บเงินตามเช็ค เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วจึงมีผลทำให้มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญานี้ คดีจึงเลิกกันตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2053/2538
ความว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ยอมรับผิดและยอมแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว โจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายจึงขอถอนคำร้องทุกข์ในคดีนี้ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ (อันดับ 166) ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสมปองสินภักดี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้น จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(2),83 ลงโทษจำคุก 1 ปีปรับ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกและไม่ลงโทษปรับจำเ …
- ฎีกาที่ 2166/2538
การที่ผู้เสียหายยอมรับเช็คจำนวน25ฉบับเป็นการ แลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาทโดยยอมคืนเช็คพิพาทแก่จำเลยที่1แต่ยังไม่อาจคืนให้ในขณะรับเช็ค25ฉบับและผู้เสียหายนำเช็คบางฉบับของจำนวน25ฉบับไปเรียกเก็บเงินแล้วแสดงว่าผู้เสียหายตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็คดังกล่าวและสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆที่มีอยู่ในเช็คพิพาทอีกต่อไปรวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาเอากับจำเลยที่2ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คด้วยข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับเช็คพิพาทระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(2) การที่ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คจำนวน25ฉบับตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คไม่ทำให้สิทธิดำเนินคดีอาญาในเช็คพิพาทซึ่งระงับไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปเพราะผู้เสียหายสามารถที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ออกเช็คจำนวน25ฉบับเป็นคดีใหม่ได้
- ฎีกาที่ 2166/2538
จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินผู้เสียหายนำเช็คพิพาทไปร้องทุกข์และมอบไว้ต่อพนักงานสอบสวนต่อมาผู้เสียหายยอมรับเช็คจำนวน25ฉบับจากจำเลยเป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาทโดยยินยอมคืนเช็คพิพาทให้แก่จำเลยแต่ยังไม่อาจคืนให้ในขณะที่รับเช็ค25ฉบับจึงได้บันทึกไว้ในเอกสารว่าเช็คชุดเก่ายังไม่ได้คืนและผู้เสียหายได้นำเช็คบางฉบับของจำนวน25ฉบับที่ถึงกำหนดจ่ายเงินไปเรียกเก็บเงินแล้วแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็คดังกล่าวและสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆที่มีอยู่ในเช็คพิพาทอีกต่อไปรวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาเอากับจำเลยด้วยข้อตกลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับเช็คพิพาทระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(2)การที่ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คจำนวน25ฉบับตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คก็ไม่เป็นเงื่อนไขในการตกลงยอมความกันเพรา …
- ฎีกาที่ 2166/2538
การที่ผู้เสียหายยอมรับเช็คจำนวน25ฉบับจากจำเลยที่1แทนเช็คพิพาทแม้ในขณะรับเช็คดังกล่าวผู้เสียหายยังไม่คืนเช็คพิพาทแก่จำเลยแต่มีการทำบันทึกไว้ว่า"เช็คชุดเก่ายังไม่ได้คืน"ทั้งปรากฏว่าผู้เสียหายได้นำเช็คที่จำเลยออกให้ใหม่บางฉบับที่ถึงกำหนดไปเรียกเก็บเงินแสดงว่าผู้เสียหายเจตนาเข้าถือสิทธิตามเช็คดังกล่าวแล้วย่อมเป็นการสละสิทธิในเช็คพิพาทรวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยถือได้ว่าเป็นการ ยอมความ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมเป็นอันระงับสิ้นไป
- ฎีกาที่ 2166/2538
การที่ผู้เสียหายยอมรับเช็คจำนวน 25 ฉบับ เป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาท โดยยอมคืนเช็คพิพาทแก่จำเลยที่ 1 แต่ยังไม่อาจคืนให้ในขณะรับเช็ค25 ฉบับ และผู้เสียหายนำเช็คบางฉบับของจำนวน 25 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินแล้วแสดงว่าผู้เสียหายตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็คดังกล่าวและสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใด ๆ ที่มีอยู่ในเช็คพิพาทอีกต่อไป รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาเอากับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คด้วย ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกัน ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับเช็คพิพาทระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่ผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตามเช็คจำนวน 25 ฉบับ ตามข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็ค ไม่ทำให้สิทธิดำเนินคดีอาญาในเช็คพิพาทซึ่งระงับไปแล้วเปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้เสียหายสามารถที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ออกเช็คจำนวน 25 ฉบับ เป็นคดีใหม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2556/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้บัดนี้จำเลยทั้งสองและโจทก์ร่วมสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นที่พอใจแล้วโจทก์ร่วม จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลย ทั้งสองอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์สำหรับความผิดฐานนี้เสียโปรดอนุญาต ส่วนความผิดตามมาตรา 265,268 ซึ่งยอมความไม่ได้นั้น โจทก์ร่วมก็ไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสอง สุดแล้วแต่ศาลจะปรานีแก่จำเลยทั้งสอง หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน(อันดับ 194) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268,341,83,33 ระหว่างพิจารณา นางวาสนา ขันทับทิม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 วรรคสอง,83,341 เป็นผิด กรรมเดี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2800/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรณีถือได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่ง ของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดี ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีจึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความ ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โปรดมี คำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองขอถอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2804/2538
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพราะคดีอาญาเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) ซึ่งมีผลเท่ากับศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ยกฟ้องของโจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและ วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง มาตรา 4 จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ โจทก์เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี เพราะจำเลยที่ 2 วางเงินเพื่อชำระตามเช็ค และศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ถือไม่ได้ว่า เป็นการพิพากษายกฟ้อง ฎีกาโจทก์ไม่ต้องห้าม โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ปร …
- ฎีกาที่ 2870/2538
ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา43,78,157,160วรรคหนึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่1เดือนลงมาจึงมีอายุความเพียง1ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา95(5)จำเลยกระทำความผิดวันที่4มกราคม2529นับถึงวันฟ้องคือวันที่8มิถุนายน2537คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(6)ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้