มาตราที่อ้างถึง: ป.วิ.อ. 39
1,378 รายการ · หน้า 33 จาก 69
- ฎีกาที่ 980/2533
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง คดีความผิดต่อส่วนตัวในชั้นฎีกาตาม คำร้องขอถอนฟ้องระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ นำเงิน 40,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ โดย สัญญาว่าจะทำการโอนทะเบียนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์แก่โจทก์ภายใน 10 วัน หากไม่สามารถโอนได้ จะยอมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ 20,000 บาท โจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนิน คดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้อง และท้ายคำร้องจำเลยก็ได้ ร่วมลง ลายมือชื่อด้วยดังนี้ ตาม คำร้องขอถอนฟ้องดังกล่าวเป็นการยอมความกันโดย ถูกต้องตาม กฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตั้งแต่ มีการยอมความกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2) โจทก์จึงไม่อาจมายื่นคำร้องขอถอน คำร้อง ขอถอนฟ้องในภายหลังอีกได้.
- ฎีกาที่ 980/2533
โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีความผิดต่อส่วนตัวในชั้นฎีกาตามคำร้องขอถอนฟ้องระบุว่าจำเลยทั้งสองได้นำเงิน 40,000 บาทมาชำระให้แก่โจทก์พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ โดยสัญญาว่าจะทำการโอนทะเบียนกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์แก่โจทก์ภายใน 10 วันหากไม่สามารถโอนได้ จะยอมรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ 20,000 บาทโจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้อง และท้ายคำร้องจำเลยก็ได้ร่วมลงลายมือชื่อด้วย ดังนี้ ตามคำร้องขอถอนฟ้องดังกล่าวเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตั้งแต่มีการยอมความกันตามป.วิ.อ. มาตรา 35 (2) โจทก์จึงไม่อาจมายื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอถอนฟ้องในภายหลังอีกได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1163/2532
ความว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงกันได้ โดยจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วมครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว โจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีอีกต่อไป จึงขอถอนคำร้องทุกข์และขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นางจิตอารี ข้างงาม ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ให้จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว โทษจำคุกเห็นสมควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอ้างว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม (อันดับ 48) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับ(อันดับ 51) แต่ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะส่งคำร้องอุทธ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1329/2532
ความว่า คดีนี้ โจทก์และจำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน(อันดับ 81 แผ่นที่ 2) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลจึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มาตรา 3 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 61) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (อันดับ 64) ศาลฎีกาสั่งคำร้องเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดคู่ความฟังแล้วก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 81 แผ่นที่ 2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ขอถอนฟ้องระหว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1363/2532
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้โจทก์และจำเลยเข้าใจกันแล้วประสงค์จะเลิกคดีต่อกัน จึงขอถอนฎีกา ขอได้โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน (อันดับ 62) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264,265,268 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา (อันดับ 59) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 62) คำสั่ง อนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกา จำหน่ายคดีจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:145/2532
ความว่า คดีนี้ จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาไว้ คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ยังไม่ถึงที่สุดโจทก์ทั้งสามได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้วจึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องว่าไม่คัดค้าน(อันดับ 79) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,91,341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียว ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีของศาล ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอ้างว่าเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้าม (อัน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1629/2532
ความว่า บัดนี้โจทก์จำเลยตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้องของโจทก์ ขอได้โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงข้างคำร้องว่าไม่คัดค้าน (อันดับ 84) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย (อันดับ 74) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 76) ก่อนอ่านคำสั่งศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นสอบจำเลยแล้วแถลงไม่คัดค้าน จึงให้ส่งคำร้องขอถอนฟ้องมายังศาลฎีกา เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (อันดับ 84,85) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ขอถอนฟ้องขณะที่ค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1830/2532
ความว่า โจทก์ได้ยื่นฎีกาไว้ตามความเห็นแย้งให้ฎีกาของอธิบดีกรมตำรวจเพื่อให้ทันกำหนดอายุการยื่นฎีกาตามกฎหมาย บัดนี้อธิบดีกรมอัยการได้ชี้ขาดสั่งไม่ฎีกาและสั่งถอนฎีกาคดีนี้แล้วโจทก์จึงขอถอนฎีกา โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7,72 กรรมหนึ่งให้จำคุก 2 ปี และมาตรา 8 ทวิ,72 ทวิ อีกกรรมหนึ่งให้จำคุก 1 ปี กับผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 และ 288,80 อีกกรรมหนึ่ง แต่ความผิดตามมาตรา 288กับมาตรา 288,80 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 288 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 23 ปีคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 15 ปี 4 เดือน ของกลางให้ริบคำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 ประกอบด้วยมาตรา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2048/2532
ความว่า เนื่องจากจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้วโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 128)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง จำคุก 3 เดือนรอการลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน โทษจำคุกไม่รอการลงโทษนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 92) …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2092/2532
ความว่า เนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไปจึงขอถอนฟ้องโปรดอนุญาต หมายเหตุ ทนายจำเลยแถลงท้ายคำร้อง ว่าไม่คัดค้าน(อันดับ 175) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 และ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 รวม 3 กระทงให้จำคุก กระทงละ 6 เดือน รวม 1 ปี 6 เดือน รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 169) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 172) โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายโจทก์ผู้ลงชื่อในคำร้องมีอำนาจถอนฟ้องได้ (อันดับ 175,12) คำสั่ง พิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:214/2532
ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินตามเช็คที่โจทก์ฟ้องตลอดทั้งค่าเสียหายให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีนี้อีกต่อไปจึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งสองแถลงท้ายคำร้องว่า ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านการที่โจทก์ขอถอนฟ้อง (อันดับ 132) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1จำนวน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งคงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 5 เดือน ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 จึงไม่รับ (อันดับ …
- ฎีกาที่ 2185/2532
ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักไปเป็นทรัพย์ที่พี่สาวจำเลยและสามีของพี่สาวจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน มิใช่ทรัพย์ของพี่สาวจำเลยเพียงผู้เดียว หากจำเลยลักทรัพย์ดังกล่าวไปจริงตามฟ้อง จำเลยก็มิได้กระทำต่อ พี่สาวจำเลยแต่เพียงผู้เดียว แต่ กระทำต่อ สามีของพี่สาวจำเลยซึ่ง มิใช่พี่หรือน้องบิดามารดาเดียว กับจำเลยด้วยการกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง.
- ฎีกาที่ 2185/2532
ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักไปเป็นทรัพย์ที่พี่สาวจำเลยและสามีของพี่สาวจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน มิใช่ทรัพย์ของพี่สาวจำเลยเพียงผู้เดียว หากจำเลยลักทรัพย์ดังกล่าวไปจริงตามฟ้อง จำเลยก็มิได้กระทำต่อพี่สาวจำเลยแต่เพียงผู้เดียว แต่กระทำต่อสามีของพี่สาวจำเลยซึ่งมิใช่พี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยด้วย การกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 71วรรคสอง.
- ฎีกาที่ 2185/2532
ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักไปเป็นทรัพย์ที่พี่สาวจำเลยและสามีของพี่สาวจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน มิใช่ทรัพย์ของพี่สาวจำเลยเพียงผู้เดียว หากจำเลยลักทรัพย์ดังกล่าวไปจริงตามฟ้อง จำเลยก็มิได้กระทำต่อพี่สาวจำเลยแต่เพียงผู้เดียว แต่กระทำต่อสามีของพี่สาวจำเลยซึ่งมิใช่พี่หรือน้องบิดามารดาเดียวกับจำเลยด้วยการกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2218/2532
ความว่า เนื่องจากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ตกลงกับจำเลยได้แล้ว ผู้ร้องไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์และถอนฟ้องคดีนี้ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์จำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 124,112) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 1 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน70,000 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ (อันดับ 108) จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 109) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 112) คำสั่ง คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว และยังไม่ถึงที่สุดผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:248/2532
ความว่า ผู้เสียหายและจำเลยสามารถตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอม ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจ และผู้เสียหายได้ขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดงเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2532 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลชั้นต้นจะ อ่านคำสั่งศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ดังนั้นเมื่อผู้เสียหายถอน คำร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด คดีย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) โปรดมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้เสียจากสารบบความด้วย หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วางโทษจำคุก 4 ปี ให้นำโทษจำคุก 15 วัน ในคดีหมายเลขแดง ที่ 23478/2527 ของศาลแขวงพระนครเหนือที่รอการลงโทษไว้มาบวก เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลย 4 ปี 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ อ้างว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อ …
- ฎีกาที่ 352/2532
โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายจัดทำบันทึกเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงแล้วเรียกจำเลยมาลงชื่อ มีใจความว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายกฎหมายของโจทก์ร่วมได้เบิกเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดีไปจากโจทก์ร่วมเป็นเงิน 15,585 บาท โดยนำหนี้ดังกล่าวมารวมกับหนี้รายอื่นและจำเลยยอมให้นำเงินสะสมของจำเลยที่อยู่กับโจทก์ร่วมมาหัก แล้วจำเลยยอมชดใช้หนี้ส่วนที่เหลือให้โจทก์ร่วมภายในกำหนด60 วันเช่นนี้ ฟังได้ว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันอันมีผลทำให้สิทธิที่จะนำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)
- ฎีกาที่ 352/2532
บันทึกเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายทำขึ้นแล้วเรียกจำเลยมาลงชื่อ มีใจความว่าจำเลยซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายกฎหมายของโจทก์ร่วมได้เบิกเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดีไปจากโจทก์ร่วมเป็นเงิน15,585 บาท โดยนำหนี้ดังกล่าวมารวมกับหนี้รายอื่น และจำเลยยอมให้นำเงินสะสมของจำเลยที่อยู่กับโจทก์ร่วมมาหัก แล้วจำเลยชดใช้หนี้ส่วนที่เหลือให้โจทก์ร่วมภายในกำหนด 60 วัน เช่นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยได้ตกลงประนีประนอมยอมความอันมีผลทำให้สิทธิที่จะนำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(2).
- ฎีกาที่ 353/2532
ผู้เสียหายแจ้งความต่อ พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกงเงิน 100,000 บาท เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย จำเลยได้ ยกเครื่องถ่าย เอกสารตี ใช้ หนี้ให้ผู้เสียหายเป็นเงิน50,000 บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระเงินที่เหลือและผิดสัญญาประกันชั้นสอบสวน ผู้เสียหายจึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยมาพบพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายกับจำเลยเจรจากันจำเลยได้ ชำระเงินให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 9,000 บาท และเจ้าพนักงานตำรวจคุมตัวจำเลยไปพบ ช. เพื่อนของจำเลยโดย มีผู้เสียหายไปด้วย ช. ได้ ออกเช็ค สั่งจ่ายเงินจำนวน 40,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายแล้วเจ้าพนักงานตำรวจก็ปล่อยตัว จำเลยไปโดยผู้เสียหายไม่คัดค้านและไม่กลับไปแจ้งผลการเจรจาตกลง กับจำเลยให้พนักงานสอบสวนทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกงตามที่แจ้งความไว้อีกต่อไป เป็นการยอมความกันในคดีอาญา ความผิดต่อส่วนตัว แม …
- ฎีกาที่ 353/2532
ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกงเงิน 100,000 บาท เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยจำเลยได้ยกเครื่องถ่ายเอกสารตีใช้หนี้ให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 50,000บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระเงินที่เหลือและผิดสัญญาประกันชั้นสอบสวนผู้เสียหายจึงนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยมาพบพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนให้ผู้เสียหายกับจำเลยเจรจากัน จำเลยได้ชำระเงินให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 9,000 บาท และเจ้าพนักงานตำรวจคุมตัวจำเลยไปพบ ช.เพื่อนของจำเลยโดยมีผู้เสียหายไปด้วยช.ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 40,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายแล้วเจ้าพนักงานตำรวจก็ปล่อยตัวจำเลยไปโดยผู้เสียหายไม่คัดค้านและไม่กลับไปแจ้งผลการเจรจาตกลงกับจำเลยให้พนักงานสอบสวนทราบ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฉ้อโกงตามที่แจ้งความไว้อีกต่อไป เป็นการยอมความกันในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว แม้ไม่มีหลักฐานเป็ …