มาตราที่อ้างถึง: พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31
1,131 รายการ · หน้า 28 จาก 57
- ฎีกาที่ 8510/2538
ศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2537 การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2537 คัดค้านว่าศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง เป็นการคัดค้านเมื่อล่วงพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลแรงงาน-กลางมีคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาท ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ.มาตรา 183วรรคสี่ ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองจึงอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลแรงงานกลางดังกล่าวไม่ได้
- ฎีกาที่ 92/2538
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีคำสั่งที่ 426/2531ไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงานเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโจทก์ที่ 2220/223 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2523 ด้วย คำสั่งดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งโจทก์ในกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ มีประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานสัมพันธ์เป็นกิจกาที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ไม่ใช้บังคับดังนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 46 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์แล้วตั้งแต่วันที่12 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ก่อนที่จะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจไม่อยู่ในบังคับตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 นั้นเมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เพียงว …
- ฎีกาที่ 92/2538
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีคำสั่งที่ 426/2531 ไล่จำเลยที่ 1 ออกจากงานเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโจทก์ที่ 2220/223 ลงวันที่ 1สิงหาคม 2523 ด้วย คำสั่งดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งโจทก์ในกรณีที่ร้ายแรง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ มีประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานสัมพันธ์เป็นกิจการที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ไม่ใช้บังคับ ดังนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103จึงไม่มีผลใช้บังคับแก่โจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ต้องฟ้องเรียกค่าชดเชยจากโจทก์ก่อนที่จะมีประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจไม่อยู่ในบังคับตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 นั้น เมื่อโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้เ …
- ฎีกาที่ 9403/2538
การตกลงอันจะก่อให้เกิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น หาได้จำต้องเฉพาะการตกลงโดยชัดแจ้งไม่ อาจมีการตกลงโดยปริยายก็ได้ จำเลยเคยจ่ายเงินพิเศษแก่ลูกจ้างปีละ 15 วัน แล้วได้เปลี่ยนมาเป็นการจ่ายคูปองค่าอาหารเดือนละ 190 บาทแทน ลูกจ้างของจำเลยหาได้ทักท้วงหรือโต้แย้งคัดค้านประการใดไม่ ตรงกันข้ามกลับยอมรับเอาผลการเปลี่ยนแปลงโดยยอมรับเอาคูปองค่าอาหารแทนเงินพิเศษตลอดมา จึงมีผลผูกพันจำเลยและลูกจ้าง จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายคูปองค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างคนละ190 บาทต่อเดือนนั้น คูปองค่าอาหารที่จ่ายให้มีลักษณะเป็นสวัสดิการ อันเป็นสภาพการจ้างอย่างหนึ่ง เมื่อลูกจ้างยอมรับเอาและจำเลยก็ได้จ่ายคูปองค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างตลอดมา จึงเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยผู้เป็นนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 …
- ฎีกาที่ 9403-9495/2538
การตกลงอันจะก่อให้เกิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งรวมถึงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นหาได้จำต้องเฉพาะการตกลงโดยชัดแจ้งไม่อาจมีการตกลงโดยปริยายก็ได้ จำเลยเคยจ่ายเงินพิเศษแก่ลูกจ้างปีละ15วันแล้วได้เปลี่ยนมาเป็นการจ่ายคูปองค่าอาหารเดือนละ190บาทแทนลูกจ้างของจำเลยหาได้ทักท้วงหรือโต้แย้งคัดค้านประการใดไม่ตรงกันข้ามกลับยอมรับเอาผลการเปลี่ยนแปลงโดยยอมรับเอาคูปองค่าอาหารแทนเงินพิเศษตลอดมาจึงมีผลผูกพันจำเลยและลูกจ้าง จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายคูปองค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างคนละ190บาทต่อเดือนนั้นคูปองค่าอาหารที่จ่ายให้มีลักษณะเป็นสวัสดิการอันเป็นสภาพการจ้างอย่างหนึ่งเมื่อลูกจ้างยอมรับเอาและจำเลยก็ได้จ่ายคูปองค่าอาหารให้แก่ลูกจ้างตลอดมาจึงเป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยผู้เป็นนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ.2518บัญญัติให้ทำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:959/2538
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าพิเคราะห์อุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ในการดำเนินการกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า โจทก์ทำงานให้กับจำเลยเพื่อรับค่าจ้าง โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลย และศาลแรงงานกลาง ยกคำร้องขออนุญาตสืบพยานโจทก์ต่อโดยไม่มีการไต่สวนนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 86,87) โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1142-1143/2537
ความว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โปรดมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลฎีกา) จะได้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียก่อน หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณา พิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นบุคคลเดียวกัน คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ที่ค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ที่ 2จำนวน 11,183 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 45,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 9,069 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลฎีกาพิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3669/2537 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งถ้าหากจำเลยเป็น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1185/2537
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่รับอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างใด หรืออุทธรณ์ของโจทก์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายอันควรที่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชัดแจ้ง
- ฎีกาที่ 1390/2537
การทำงานนอกเวลาทำงานปกติถือว่าเป็นการทำงานล่วงเวลาลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลาตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย การที่นายจ้างทำสัญญางดเว้นไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมายดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้ค่าล่วงเวลา
- ฎีกาที่ 1652/2537
ศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14 แล้วจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วง คือ10-11.10 นาฬิกา 12.15-16 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาแม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วย เมื่อรวมกับเวลาพักช่วง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีไม่น้อยกว่าท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:179-180/2537
จำเลยอุทธรณ์ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ก. กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยได้ปรึกษากับ ด. ว่าจะทำโทษโจทก์ทั้งสองโดยการตัดโบนัสและไม่ขึ้นเงินเดือน แต่ ก. เปลี่ยนใจไล่โจทก์ทั้งสองออกจากงานจำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางมิได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยประกอบหากนำมาวินิจฉัยจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองละทิ้งหน้าที่ไปเอง จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 และเมื่อมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ไม่จำต้องพิจารณาสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยอีก
- ฎีกาที่ 2118/2537
จำเลยให้การว่า ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อนี้แล้ว การที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้ จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องเคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าใครเป็นคนครอบครองเงิน เงินสูญหายอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบจำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เงินสดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยสูญหายขาดบัญชีไปจำนวน 1,000,000 บาทโจทก์ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการสอบสวนผลการสอบสวนไม่สามารถหาสาเหตุแห่งการที่เงินสดสูญหายไป แต่จำเลยยอมรับว่าเงินสดที่ขาดบัญชีอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเป็นคนครอ …
- ฎีกาที่ 2118/2537
จำเลยให้การว่า ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อนี้แล้ว การที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว แม้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้ จำเลยอุทธรณ์ว่า ฟ้องเคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าใครเป็นคนครอบครองเงิน เงินสูญหายอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบจำเลยไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เงินสดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยสูญหายขาดบัญชีไปจำนวน 1,000,000 บาท โจทก์ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการสอบสวนผลการสอบสวนไม่สามารถหาสาเหตุแห่งการที่เงินสดสูญหายไป แต่จำเลยยอมรับว่าเงินสดที่ขาดบัญชีอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเป็นคนคร …
- ฎีกาที่ 2260/2537
นอกจากจำเลยจะอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าโจทก์กระทำผิดวินัยโดยกระทำประมาทเลินเล่อจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยยังให้การว่าโจทก์ไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์เพียงพอที่จะบริหารงาน ซึ่งศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ระบุความผิดหรือสาเหตุการเลิกจ้าง จำเลยจึงนำสืบได้ว่าโจทก์ไม่มีความรู้ความสามารถดังจำเลยให้การไว้ได้ หาเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทไม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2330-2331/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในข้อที่มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ถือเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์ในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นจะต้องรับผิดต่อค่าจ้างหรือค่าอื่นใดต่อโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างช่วงต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้ทำงานที่ว่าจ้างให้กับจำเลยที่ 2เท่านั้น ดังนั้นค่าจ้างหรือค่าอื่นใดของเดือนมีนาคม 2537ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2จึงไม่ต้องรับผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลจะต้องหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย หมายเหตุ โจทก์ที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่(อันดับ 40) คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2334-2386/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามวิธีพิจารณาคดีแรงงานมาตรา 54 จึงไม่รับ จำเลยที่ 2 เห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า เมื่อโจทก์ทั้ง ห้าสิบสามทำงานให้กับจำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2537จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อค่าจ้างหรือค่าอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์ทั้งห้าสิบสาม ภายหลังจาก วันดังกล่าวและคำเบิกความของพยานโจทก์เป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงจึงไม่อาจรับฟังได้ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ทั้งห้าสิบสามสำนวนได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 86) คดีทั้งห้าสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวม พิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 53 ส่วนจำเลยทุกสำนวนเป็นบุคคลเดียวกัน ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้าง …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2454/2537
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 จำเลยเห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นแรกว่า โจทก์ทุจริต ต่อหน้าที่หรือไม่ประเด็นข้อที่ 2 โจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหาย หรือไม่ ประเด็นข้อที่ 3 โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานหรือระเบียบโดยมีการตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ และในประเด็นข้อที่ 4 โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยหรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นการอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วทั้งสิ้น เพียงแต่ข้อเท็จจริงนั้นได้ ปรับเข้ากับข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนไป โปรดมีคำสั่งให้ รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 66 แผ่นที่ 2) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 75,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 4 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:2565/2537
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ เนื่องจากโจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ โจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 27) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,940 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยจ่ายค่ารถแก่โจทก์เดือนละ 400 บาท ทุกเดือน นับแต่วันจ่ายค่าจ้างในเดือนมิถุนายน 2537 ซึ่งถัดจาก เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไป จำเลยอุทธรณ์ (อันดับ 22) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 27) คำสั่ง เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาแล้วย่อมไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ ถอนฟ้องได้ ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 2578/2537
เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์นำคดีไปสู่ศาลแรงงาน ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างคำขออื่นให้ยก คำพิพากษาของศาลแรงงานดังกล่าวแม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้แต่ตามผลและรูปคดีที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานดังกล่าว ย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง การนับอายุงานจึงต้องนับต่อเนื่องจากอายุงานเดิม มิใช่เริ่มนับอายุงานใหม่หลังจากที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เมื่อจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้ว ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์อีกครั้งด้วยเหตุละทิ้งหน้าที่ตามรายงานลับของพนักงานของจำเลยคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่าโจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานแต่ปรากฏว่าเวลาส่วนใหญ่ที่โจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานนั้นเป็นระหว่างเวลา 11 …
- ฎีกาที่ 2578/2537
เวลาส่วนใหญ่ที่โจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานเป็นระหว่างเวลา 11 นาฬิกาเศษและ 13 นาฬิกา และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยให้พนักงานหยุดพักได้วันละ 1 ชั่วโมง ระหว่างเวลา 11.30-13.30 นาฬิกาตามแต่ผู้บังคับบัญชาจะเห็นสมควรโจทก์ไม่อยู่ปฏิบัติงานที่โต๊ะทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับวินัยพนักงานที่เกี่ยวกับการละทิ้งหน้าที่ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ซึ่งระบุว่า"พนักงานต้องไม่ละทิ้งหน้าที่ของตนหรือขาดงานหรือไม่ปฏิบัติงานเป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร" แล้ว โจทก์จึงหาได้กระทำผิดวินัยพนักงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในข้อดังกล่าวไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีก่อน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและมีคำขอบังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายรวมทั้งเงินสะสมด้วย ศาลแรงงานกลางว …