ปี พ.ศ.: 2532
3,985 รายการ · หน้า 4 จาก 200
- ฎีกาที่ 1063/2532
โจทก์และจำเลยต่างมอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ไปทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ส. ได้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วสัญญาขายฝากที่ทำขึ้นย่อมเป็นนิติกรรมที่โจทก์จำเลยมีเจตนาให้มีผลผูกพันกันตามสัญญา มิใช่มีเจตนาอำพรางแต่อย่างใด จำเลยจะอ้างว่ามีเจตนาอำพรางสัญญาจำนองหาได้ไม่.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1063/2532
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 227 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 21,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2521 จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้โจทก์โจทก์และจำเลยต่างฎีกา เฉพาะจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 216,225,224) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างฎีกาได้
- ฎีกาที่ 1064/2532
บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุข.บวชเป็นพระภิกษุ การที่พระภิกษุข.ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุข.ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุข.
- ฎีกาที่ 1064/2532
บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุ ข.บวชเป็นพระภิกษุเมื่อพระภิกษุ ข. ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศเมื่อพระภิกษุ ข. ถึงแก่มรณภาพเงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ข..(ที่มา-ส่งเสริม)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1064/2532
ความว่า โจทก์ทั้งสามฎีกาขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่ปรากฏว่า นายชัยกิจดีสมโชค โจทก์ที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531 ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 2 ตามคำสั่งศาลแพ่งและเป็นโจทก์ในคดีนี้ด้วย มีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 2 ผู้มรณะเพื่อดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยทั้งแปดได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 244,246)โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้ง 8 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดผลประโยชน์จากการประกอบธุรกิจเนื่องจากค่าเสียหายตามฟ้องข้อ 4.1.1 เป็นเงิน 30,000,000 บาทและต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 2,500,000 บาท กับค่าเสียหายเท่ากับอัตราราคาเช่าบ้านและที่ดิน 21 หลัง เนื่องจากค่าเสียหายตามฟ้องข้อ 4.1.2 เป็นเงิน 828,000 บาท และต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ69,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1065/2532
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 380)กรณีเป็นชั้นบังคับคดี สืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน45,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2522เป็นต้นไปจนกว่ารถยนต์ของโจทก์จะซ่อมเสร็จ ถ้ายังซ่อมไม่เสร็จก็ให้ชำระต่อไปอีก 30 วัน นับจากวันอ่านคำพิพากษาเป็นต้นไปโดยให้จำเลยร่วม ร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเมื่อรวมค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้นแล้วภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อมาจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลออกคำบังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติภายใน 30 วัน ตามคำแถลงของโจทก์วันที่ 2 พฤษภาคม 2529 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกตัวโจทก์และจำเลยร่วมมาพร้อมกัน อ้างเหตุว่าได้ซ่อมรถ …
- ฎีกาที่ 1066/2532
ปัจจุบันกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของประเทศ ไทย ยังไม่มี ในเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเล ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม เมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งรับสินค้าไปเมื่อพุทธศักราช 2522 และ 2523 โจทก์รับช่วงสิทธิเรียกร้องจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายและบุบสลายของสินค้าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ. (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2532)
- ฎีกาที่ 1066/2532
อายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเล ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสามปรากฏว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งรับสินค้าไปเมื่อ พ.ศ. 2522และ 2523 โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งมาฟ้องเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ.
- ฎีกาที่ 1066/2532
การที่บริษัทเดินเรือขนสินค้าจากประเทศอินเดียมายังท่าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นท่าเรือปลายทาง เป็นการรับขนของทางทะเล ซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609วรรคท้าย ให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้นปัจจุบันกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของประเทศไทยยังไม่มี ในเรื่องอายุความฟ้องร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทางทะเล ต้องนำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสามเมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อสินค้าตามฟ้องหรือผู้รับตราส่งรับสินค้าไปเมื่อ พ.ศ. 2522 และ 2523 โจทก์รับช่วงสิทธิเรียกร้องมาจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายและบุบสลายของ …
- ฎีกาที่ 1066/2532
ปัจจุบันกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการรับขนของทางทะเลของประเทศไทยยังไม่มี ในเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายของสินค้าหรือสิ่งของที่ขนส่งทาง ทะเล ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 624 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 8 หมวด 1 ว่าด้วยรับขนของ อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรคสาม เมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งรับสินค้าไปเมื่อพุทธศักราช 2522 และ 2523 โจทก์รับช่วงสิทธิเรียกร้องจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับตราส่งมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายและ บุบสลายของสินค้าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2532)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1066/2532
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อ 1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนปัญหาข้อ 2,3,4,5 นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนำข้อกฎหมาย และปัญหาข้อ 7 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันไม่เป็นสาระสำคัญ จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาตามข้อ 1ถึงข้อ 5 และข้อ 7 ส่วนข้อ 6 นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รับไว้เฉพาะข้อนี้ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้นและเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาก็สามารถยกขึ้นว่ากล่าวได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งหมดไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3(1)(2)(3)(4)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฯลฯ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลจึงมีคำสั่งให้ประท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1067/2532
ความว่า จำเลยทั้งสิบสี่ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสิบสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7,11,48,72,74,74 จัตวา ฯลฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ฯลฯ วางโทษฐานทำไม้หวงห้ามโดยมิได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ30,000 บาท ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 30,000 บาท รวม 2 กรรม จำคุกคนละ4 ปี ปรับคนละ 60,000 บาท จำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปีปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสิบสี่ให้รอไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับโดยจ่ายจากเงินค่าปรับหรือจากเงินค่าขายของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วแต่กรณี …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1068/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,371,91 ให้ลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297จำคุก 3 ปี และฐานพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ปรับ 100 บาท รวมจำคุกจำเลย3 ปี ปรับ 100 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80 กระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก10 ปี เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นสำหรับกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แล้ว เป็นลงโทษจำเลยรวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา (อันดับ 85 แผ่นที่ 2) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 91 แผ่นที่ 2 และแผ่นที่ 1) จำเลยเคยยื่นคำร้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1069/2532
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497มาตรา 3 ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (สำนวนธุรการ อันดับ 14) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว และในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นตีราคาประกัน 40,000 บาท (สำนวนธุรการ อันดับ 1,7) คำสั่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกซึ่งมีกำหนด 3 เดือนตามที่จำเลยอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อจำเลยยังไม่ยื่นฎีกาจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามคำร้องของจำเลยให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1070/2532
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีเหตุผลพอที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองไปถอนคำคัดค้านการรับมรดกที่พิพาทของโจทก์ ณ สำนักงานที่ดินอำเภอโชคชัยจังหวัดนครราชสีมา หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 8,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 56,57) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในเรื่องให้จำเลยทั้งสองไปถอนคำคัดค้านการรับมรดกที่พิพาทของโจทก์ แจ้งคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบแต่เรื่องค่าเสียหายถ้าจำเลยทั้งสองหรือคนใดคนหนึ่งหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1071/2532
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทให้โจทก์กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงิน 500,000บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2527)เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์เสร็จสิ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 260,000บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม2527) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 82,81) จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์(อันดับ 71) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีมีเหตุผลสมควร จึงอนุญาตให้ทุเลาการบังคับระหว่างฎีกา
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1072/2532
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 94)กรณีเป็นชั้นบังคับคดี คดีสืบเนื่องจากโจทก์ขอให้ศาลบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 จำนวน 3 แปลง คือแปลงโฉนดเลขที่ 2054,2055และ 2056 ตั้งอยู่ที่ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสามแปลงกึ่งหนึ่ง เพราะทำมาหาได้ร่วมกันมา ถ้าหากขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงก็ขอให้ศาลแบ่งส่วนให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่งด้วย โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 88,87) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ตามคำพิพากษาของศาลมิได้บังคับให้ผู้ร้องต้องกระทำการอย่างใดที่ผู้ร้องจะขอให้ทุเลาการบั …
- ฎีกาที่ 1073/2532
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เฉพาะแต่โจทก์เท่านั้นที่อุทธรณ์ส่วนโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมไม่มีข้อที่จะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา.
- ฎีกาที่ 1073/2532
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เฉพาะแต่โจทก์เท่านั้นที่อุทธรณ์ส่วนโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมไม่มีข้อที่จะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา.
- ฎีกาที่ 1073/2532
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เฉพาะแต่โจทก์เท่านั้นที่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ด้วย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมไม่มีข้อที่จะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกา