ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 1 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1000/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,75,76,102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชา จำคุก 2 ปีรวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคแรก,75 วรรคแรก, 76 วรรคสองนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (อันดับ 41,40) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของทนายจำเลย(อันดับ 40,42) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ชั้นอุทธร …
- ฎีกาที่ 1001/2533
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่จำเลยปลอมขึ้นซึ่ง ดวงตราของ กระทรวงการต่างประเทศ แล้วนำไปประทับในหนังสือเดินทางให้เกิดรอยตรา ที่ประทับเหมือนของจริง จึงเป็นการปลอมหนังสือเดินทางสำเร็จบริบูรณ์สมเจตนาของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยส่วนนี้จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อ กฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 265 กับมาตรา 251 ซึ่ง เป็นบทหนักกระทงหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยนำหนังสือเดินทางปลอมซึ่ง มีรอยตรา ปลอมประทับดังกล่าวไปใช้ แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจ ประทับตราเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรนั้น การกระทำของจำเลยส่วนหลังนี้จึงเป็นการใช้เอกสารปลอมและรอยตรา ปลอมในขณะเดียว กัน เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 265 และมาตรา 252 ประกอบด้วย มาตรา 251 ต้องลงโทษตาม มาตรา 252 ซึ่ง เป็นบทหนัก แต่ ตาม มาตรา 263 กำหนดว่าผู้กระทำผิดตาม มาตรา 251 หากกระทำผิดตาม มาตราอื่นในหมวด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1001/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ข้อ 2.1 ที่ว่า เมื่อมีข้อสงสัยในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ในข้อ 2.2 ที่ศาลอุทธรณ์ยกเอาข้อเท็จจริงซึ่งไม่ปรากฏในสำนวนและทางนำสืบของโจทก์และจำเลยมาวินิจฉัยคดีนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สำหรับข้อ 2.3 ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าและคำของพยานผู้มีส่วนได้เสียในคดีแล้วนำมาวินิจฉัยลงโทษจำเลยนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนข้อ 2.4 ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และในข้อสุดท้ายปัญหาว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1002/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา นางสาวคนึงนิตย์ธรรมวัฒนะผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ให้จำคุก 2 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 61) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 63) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 62) จำเลยเคยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้อง (อันดับ 60) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 3,41แผ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1003/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันขอใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นหลักประกัน หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุ ยังไม่เกิน 13 ปี จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง,80 ด้วย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนัก ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง,80 จำคุก6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยมีคำร้องประกอบว่าประสงค์จะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 121,120) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน200,000 บาท (อันดับ 3,6,78) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ตีราคาค่าประกัน 2 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1004/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ลงโทษจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา (อันดับ 160) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 163) ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว ชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตีราคาประกัน 250,000 บาท (อันดับ 20,11) คำสั่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่สมควรอนุญาตให้จำเลยได้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1005/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง,43ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ขังจำเลยทั้งสองไว้ระหว่างฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 281) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวในระหว่างการพิจารณา ของศาลชั้นต้น โดยตีราคาประกัน 300,000 บาท (อันดับ 54) คำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 ชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาประกันสามแสนบาท ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันและหลักประกันเพิ่มแล้วดำเนินการต่อไป
- ฎีกาที่ 1006/2533
การริบของกลางเป็นการริบโดย อาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 33(1)ซึ่ง เป็นบทบัญญัติทั่วไปนำมาใช้ กับความผิดตาม ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ด้วย ตาม มาตรา 17 แห่ง ป.อ. ซึ่ง อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งริบของกลางหรือไม่ ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเพื่อประกอบการใช้ ดุลพินิจ ในการสั่งริบของกลาง โดย อาศัยข้อเท็จจริงซึ่ง เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปประกอบคำฟ้องและคำให้การรับสารภาพของจำเลยจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1006/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 แก้ไข (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายกล่าวคือ ในข้อ 2.1 และ 2.2 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนี้ว่าข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายก่อนหน้านั้นแล้วร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์เข้าไปในสถานที่เกิดเหตุภายหลังจึงไม่เห็นผู้เสียหายถูกทำร้าย และที่วินิจฉัยว่าร้านศิริโภชนาเป็นร้านอาหารย่อมต้องมีแสงสว่างเพียงพอให้ผู้เสียหายเห็นและจำหน้าจำเลยได้นั้นเป็นการวินิจฉัยคดีโดยรับฟังพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงนอกสำนวนที่โจทก์มิได้นำสืบไว้ซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงไม่ชอบด้วยกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่วนในข้อ 2.3 เมื่อคำเบิกความของผู้เสียหายไม่มีเหตุผลอันควรจะรับฟังและเป็นการปรักปรำจำเลย อีกทั้งประจักษ์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1007/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297,83 ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 53) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 55) จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน80,000 บาท (อันดับ 6,40 แผ่นที่ 2) คำสั่ง ศาลฎีกาสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแล้วจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1008/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 จึงไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยในข้อ 3 ล้วนแล้วแต่เป็นฎีกาข้อกฎหมายทั้งสิ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนที่ส่งมาศาลฎีกาว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2526 มาตรา 4,7,8,15,67,102 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 88) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 90) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยข้อ 3 ที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของทางราชการไม่น่าเชื่อว่าลงชื่อในบันทึกจับกุมอันเป็นกระดาษเปล่าความจริงจำเลยนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยลงชื่อในบันทึ …
- ฎีกาที่ 1009/2533
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลงกันได้และต่างแถลงร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้วส่วนที่เหลือจำเลยจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันรุ่งขึ้นจากวันที่ตกลงกันโดยจำเลยจะออกเช็คเงินสดให้โจทก์ไว้ โจทก์รับว่าเมื่อได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยออกให้แล้ว โจทก์จะคืนเช็คอีก2 ฉบับที่จำเลยที่ 3 ออกให้ไว้ล่วงหน้าแก่จำเลย และโจทก์จะถอนฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คแล้ว ทนายโจทก์เห็นควรให้ถอนฟ้อง แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้อง ดังนี้เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และใบแต่งทนายความปรากฏว่าทนายโจทก์มีอำนาจประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ได้ทนายโจทก์ย่อมจะขอยอมความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสองและมีผลผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามเช็คที่จำ …
- ฎีกาที่ 1009/2533
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลงกันได้และต่างแถลงร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันรุ่งขึ้นจากวันที่ตกลงกันโดยจำเลยจะออกเช็คเงินสดให้โจทก์ไว้ โจทก์รับว่าเมื่อได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยออกให้แล้วโจทก์จะคืนเช็คอีก 2 ฉบับที่จำเลยที่ 3 ออกให้ไว้ล่วงหน้าแก่จำเลยและโจทก์จะถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คแล้ว ทนายโจทก์เห็นควรให้ถอนฟ้อง แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้องดังนี้เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และใบแต่งทนายความปรากฏว่าทนายโจทก์มีอำนาจประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ได้ ทนายโจทก์ย่อมจะขอยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสองและมีผลผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์ได้ร …
- ฎีกาที่ 1009/2533
ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลง กันได้ และต่าง แถลงต่อ ศาลร่วมกันว่าจำเลยได้ ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้วส่วนที่เหลือจำเลยจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันรุ่งขึ้นจากวันที่ตกลง กันโดย จำเลยจะออกเช็ค เงินสดให้โจทก์ไว้ ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อได้ รับเงินตาม เช็ค ที่จำเลยออกให้แล้วโจทก์จะคืนเช็ค เดิม ที่จำเลยที่ 3 ออกให้ไว้ล่วงหน้าแก่จำเลย และโจทก์จะถอนฟ้องจำเลยศาลชั้นต้นจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เมื่อถึง วันนัดฟังคำพิพากษา ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยได้ ชำระหนี้ตาม เช็ค แล้วทนายโจทก์เห็นควรให้ถอนฟ้อง แต่ โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้อง ดังนี้เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และใบแต่งทนายความปรากฏว่าทนายโจทก์มีอำนาจประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ได้ ทนายโจทก์ย่อมจะขอยอมความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมีผลผูกพันโจทก์การที่ทนายโจทก์แถลงต่อหน้าศาลว่าจะถอนฟ้องไม่ ดำเนินคดีแก่จำเลยและเมื่อโจทก์ได้ รับ …
- ฎีกาที่ 1009/2533
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลงกันได้และต่างแถลงร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ในวันรุ่งขึ้นจากวันที่ตกลงกันโดยจำเลยจะออกเช็คเงินสดให้โจทก์ไว้ โจทก์รับว่าเมื่อได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยออกให้แล้ว โจทก์จะคืนเช็คอีก2 ฉบับที่จำเลยที่ 3 ออกให้ไว้ล่วงหน้าแก่จำเลย และโจทก์จะถอนฟ้องจำเลย ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา ทนายโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คแล้ว ทนายโจทก์เห็นควรให้ถอนฟ้อง แต่โจทก์ไม่ยอมถอนฟ้อง ดังนี้เมื่อคดีเป็นความผิดต่อส่วนตัว และใบแต่งทนายความปรากฏว่าทนายโจทก์มีอำนาจประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ได้ทนายโจทก์ย่อมจะขอยอมความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสองและมีผลผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามเช็คที่จ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1009/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,8,15,67,102 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวโดยมีคำร้องประกอบ (อันดับ 91) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน150,000 บาท (อันดับ 10,61) คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 101/2533
ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายไปเที่ยวงานศพที่วัด จนกระทั่งเวลา 21นาฬิกาเศษจะกลับบ้าน พบจำเลย ล. และ ช. ซึ่งรู้จักกันมาก่อน ล. รับอาสาพาผู้เสียหายไปส่งบ้าน ผู้เสียหายตกลงไปด้วยแต่เมื่อออกจากบริเวณงานได้ประมาณ 1 เส้น ล. ฉุด ผู้เสียหายเข้าป่าละเมาะข้างทาง อันเป็นที่เปลี่ยวและมืด แล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ จากนั้น ล. ก็ผิวปากเป็นสัญญาณให้จำเลยกับ ช. เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง ดังนี้ลักษณะการกระทำของจำเลยกับพวกดังกล่าว แสดงว่ามีเจตนาร่วมเป็นตัวการในการผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยกัน อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1010/2533
ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาไว้ บัดนี้จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้วไม่ประสงค์จะฎีกาต่อไป จึงขอถอนฎีกาโปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์แถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 70) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินโจทก์จำนวน 81,318บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 5 พฤศจิกายน 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสียและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ชำระเงินและดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 5 พฤศจิกายน 2527เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา (อันดับ 40) ศาลฎีกาทำคำพิพากษาเสร็จและส่งไปศาลชั้นต้นเพื่อนัดคู่ความฟังแล้ว ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องและสำนวนไป …
- ฎีกาที่ 1011/2533
ผู้เสียหายกับพวกไม่พอใจจำเลยในการแบ่งเงินค่าจ้างที่ได้จากการรับจ้างตัดไม้ จึงพากันเข้าไปหาเรื่องและชกต่อยจำเลยก่อนโดยจำเลยมิได้สมัครใจวิวาทด้วย แต่เมื่อผู้เสียหายชกจำเลยแล้วไม่ปรากฏว่าจะทำร้ายจำเลยต่อไปอีก ถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจักต้องกระทำเพื่อป้องกันอีก การที่จำเลยแทงผู้เสียหายหลังจากถูกชกจึงไม่เป็นการป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แต่ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีเหตุโกรธเคืองกันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องเอาชีวิตกัน ถึงแม้มีดของกลางซึ่งเฉพาะตัวมีดยาว19 เซนติเมตร จะมีขนาดที่ใช้ทำร้ายให้ถึงตายได้และผู้เสียหายถูกแทงตรงบริเวณราวนมซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญ แต่จำเลยก็แทงเพียงทีเดียวในทันท …
- ฎีกาที่ 1011/2533
ผู้เสียหายกับพวกไม่พอใจจำเลยในการแบ่งเงินค่าจ้างที่ได้จากการรับจ้างตัดไม้ จึงพากันเข้าไปหาเรื่องและชกต่อยจำเลยก่อนโดยจำเลยมิได้สมัครใจวิวาทด้วย แต่เมื่อผู้เสียหายชกจำเลยแล้วไม่ปรากฏว่าจะทำร้ายจำเลยต่อไปอีก ถือวันภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีภยันตรายที่จำเลยจักต้องกระทำเพื่อป้องกันอีก การที่จำเลยแทงผู้เสียหายหลังจากถูกชกจึงไม่เป็นการป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แต่ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำความผิดด้วยเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีเหตุโกรธเคืองกันอย่างร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องเอาชีวิต ถึงแม้มีดของกลางจะมีขนาดที่ใช้ทำร้ายให้ถึงตายได้และผู้เสียหายถูกแทงตรงบริเวณราวนมซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญแต่จำเลยก็แทงเพียงทีเดียวในทันทีทันใดหลังจากถูกทำร้ายโดยไม่มีโอกาส …