ปี พ.ศ.: 2533
4,313 รายการ · หน้า 3 จาก 216
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1017/2533
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า จำเลยไม่เคยถูกฟ้องดังเช่นคดีนี้มาก่อนจำเลยมีอาชีพค้าขาย ไม่มีความรู้ และไม่ทราบขั้นตอนของกฎหมาย จึงเข้าใจว่าระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางมีกำหนดระยะเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอีกทั้งจำเลยได้กระตือรือร้นและตั้งใจจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาโดยทนายจำเลยรีบทำอุทธรณ์และยื่นต่อศาลในวันเดียวกับที่จำเลยได้พบและแต่งตั้งให้เป็นทนาย ประกอบกับจำเลยได้วางเงินที่จะ ต้องชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และศาลมีคำสั่งให้รับไว้แล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 72) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 4,800 บาท ค่าชดเชยจำนวน 6,000 บาท และออ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1017/2533
คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด 15 วันจำเลยจะอ้างว่าไม่ทราบบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โดยเข้าใจว่ายื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหาได้ไม่ ชอบที่ศาลจะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1018/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนเนื้อหาในฎีกาจะเป็นข้อกฎหมาย ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่านิติกรรมเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นข้อที่จำเลยต่อสู้มาแต่แรกจึงเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 31,800 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2527เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้แทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1019/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว และมีคำร้องประกอบของผู้ขอประกัน(อันดับ 89,88) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวทั้งในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยในชั้นอุทธรณ์ตีราคาประกัน 150,000บาท (อันดับ 3,64) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 102/2533
จำเลยมิได้ประกอบธุรกิจค้าขายทองคำ แต่หลอกลวงโจทก์ โดยการพูดจาชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนเข้าหุ้นค้าทองคำกับจำเลยโจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง.
- ฎีกาที่ 1020/2533
คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีอื่นหาได้ ผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลไม่ หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระเป็นหนี้ตาม เช็ค จ.2 ที่ศาลคดีอื่นพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระให้เจ้าหนี้เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วได้ความว่าลูกหนี้ได้ ออกเช็ค หมาย จ.1 ให้เจ้าหนี้แทนเช็ค หมาย จ.2 แล้วดังนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจนำเช็ค หมาย จ.2 ซึ่ง ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้เพราะหนี้ระงับมาขอรับชำระหนี้อีก ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯมาตรา 94(1).
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1020/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาโดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,75,76ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยผลิตโดยการปลูกกัญชาและมีกัญชาดังกล่าวในความครอบครอง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน วางโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3คงจำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคแรก, 76 วรรคสอง ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 75 วรรคแรกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83นอกจากที่แก้คงให้เป็น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1022/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 68) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 160,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน2527 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 66,65) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด (อันดับ 57,59) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจำเลยที่ 1 หาประกันสำหรับจำนวนเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมด้วยดอกเบี้ยมีกำหนด 7 ปีมาให้เป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างฎีกา มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1023/2533
ความว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยตกลงกันได้แล้วโดย จำเลยยินยอมจ่ายเงินให้แก่โจทก์จำนวน 110,000 บาท โจทก์ จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงขอถอนฟ้องคดีนี้โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยแถลงท้ายคำร้องไม่คัดค้าน (อันดับ 99) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยกระทำความผิดสามกรรม ลงโทษกรรมแรกจำคุก 5 เดือนกรรมที่สองจำคุก 3 เดือน และกรรม ที่สามจำคุก 5 เดือน รวมจำคุก13 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ (อันดับ 91) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (อันดับ 100) โจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวโดยทนายโจทก์ซึ่งมีอำนาจถอนฟ้องลงชื่อในคำร้อง (อันดับ 99,2) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ คดีนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1024/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 105) จำเลยชำระค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 หลังคือบ้านเลขที่ 210/1 ถนนริมฉ่ายตำบลตะพานหินอำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตร ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่า 1,480 บาท และต่อไปเดือนละ 300บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 101) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 102) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้ออ้างเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1025/2533
ความว่า จำเลยขอให้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา โดยผู้ขอประกันได้เสนอบัญชีทรัพย์มาพร้อมคำร้องแล้ว หมายเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26,75,76,102 เรียงกระทงลงโทษฐานมีกัญชาไว้เพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานจำหน่ายกัญชาจำคุก 2 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าว โดยแถลงในคำร้องประกอบว่าจะยื่นฎีกาต่อไป (อันดับ 30) ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ตีราคาประกัน 100,000 บาท (อันดับ 16) คำสั่ง คดีนี้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยยังมิได้ยื่นฎีกาในชั้นนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะพิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
- ฎีกาที่ 1026/2533
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างอิงในฎีกานั้น คู่ความจะต้อง กล่าวไว้โดย ชัดแจ้งในฎีกาและต้อง เป็นข้อที่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม โจทก์อุทธรณ์ จำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามจึงเป็นอันยุติตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ โจทก์นำสืบถึง ความเสียหายที่ได้ รับจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้นำสืบว่าข้าวราคาเกวียนละเท่าใดศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ได้ ตาม ที่เห็น สมควร.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1026/2533
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา คดีมีทางชนะ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ทั้งสองแถลงคัดค้าน (อันดับ 131) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 1,862,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 1,039,700 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2525 และในต้นเงิน 822,300 บาท นับแต่วันที่ 1มกราคม 2527 ทั้งนี้จนถึงวันฟ้องโดยดอกเบี้ยจำนวนแรกต้องไม่เกิน116,966.25 บาท และดอกเบี้ยจำนวนหลังไม่เกิน 30,806.25 บาทตามที่โจทก์ขอ กับดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวในต้นเงิน 1,862,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 129,128) จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยนำหลักทรัพย์มาวางเป็นประกัน และได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อศาลชั้นต้น (อันดับ 111,122) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ถ้าจ …
- ฎีกาที่ 1027/2533
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน พาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้ว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม.
- ฎีกาที่ 1027/2533
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน พกอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้ว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม
- ฎีกาที่ 1027/2533
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐาน มีอาวุธปืนฐาน พกอาวุธปืนและฐาน ปล้นทรัพย์ ความผิดฐาน พาอาวุธปืนของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218คงมีปัญหามาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะ ความผิดฐาน ปล้นทรัพย์เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้จำเลยกระทำความผิดฐาน ปล้นทรัพย์ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องในข้อหาความผิดมีอาวุธปืนของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียว เกี่ยวพันกัน.
- ฎีกาที่ 1027/2533
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน พาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องไปถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้ว่าความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1027/2533
ความว่า ผู้ร้องฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของผู้ร้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาผู้ร้องเห็นว่า ผู้ร้องได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญว่าผู้ร้องมีสิทธิอยู่ในที่ดินที่เช่าดีกว่าจำเลยเนื่องจากได้เช่าจากโจทก์โดยตรงและมี หลักฐานยันโจทก์ได้ ฎีกาของผู้ร้องมิได้โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์แต่อย่างใด เพียงแต่ผู้ร้องได้ชี้แจงเหตุผลจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้ร้องได้นำสืบในชั้นพิจารณามาประกอบ สนับสนุนข้อกฎหมายสำคัญดังกล่าวเท่านั้นโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้รื้อถอนโรงรถขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่า แล้วโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จำเลยยอมรื้อโรงรถขนย้าย ทรัพย์สินออกจากที่เช่าภายในวั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1028/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้แม้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาทแต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 นอกจากนี้จำเลยยังได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าเอกสารอันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินหมาย จ.1 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟัง เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่างก็ตาม จำเลยก็ยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง จำเลยชำระค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 13,750 บาท จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1029-1031/2533
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทั้งสามสำนวนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปีและฎีกาของจำเลยทั้งหมดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ2(1) เป็นปัญหาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยปัญหาที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้เป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อ 2(2) เป็นปัญหาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด ฎีกาข้อ 2(3) เป็นปัญหาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย และฎีกาข้อ 2(4) เป็นปัญหาว่าการสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์และโจทก์ร่วมได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรีย …