ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 17 จาก 146
- ฎีกาที่ 1291/2535
แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้ข้อความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ว่า "...และกฎหมายของประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกันแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่น ๆ แห่งอนุสัญญาดังกล่าว ..." แต่ใช้คำว่า "ประเทศ"แทนคำว่า "กฎหมาย" ก็พอที่จะแปลความหมายตามฟ้องของโจทก์ได้ว่ารวมถึงกฎหมายของประเทศนั้นด้วย มิใช่กรณีที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องเสียเลยว่า กฎหมายของประเทศนั้นได้ให้ความคุ้มครองแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของภาคีอื่น ๆ ฟ้องของโจทก์จึงมีสาระสำคัญที่แสดงให้เห็นว่างานตามฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ที่อาจได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 42 ดังกล่าว และเป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1291/2535
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อที่ว่ามีข้อตกลงพิเศษระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในการ ที่จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้าม มิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขส่วนฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย จากศาลฎีกา จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เห็นว่ามูลคดีเรื่องนี้มีปัญหาในข้อกฎหมายที่สมควร ได้รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 และ มาตรา 916 และฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็น สาระสำคัญอันควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลสูงเป็นอย่างยิ่ง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพาก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1292/2535
ความว่า จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึง ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ส่วนฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมาย นั้นเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225,249จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยถูกโจทก์ฟ้องคดีแรกเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ช.6664/2532 ของศาลอาญาในข้อเท็จจริงเดียวกันและกรรมเดียวกัน เมื่อคดีแรกศาลอุทธรณ์ได้พิพากษา ยกฟ้องโจทก์โดยไม่มีฎีกา คดีจึงถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญา มาฟ้องตามคดีนี้จึงระงับไปตามมาตรา 39(4)แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญแก่คดีโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้ พิจารณาตามรูปคดีต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64 แผ่นที่ 2) ศาลชั้น …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1294/2535
ความว่า โจทก์ที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์จึงต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่รับฎีกาของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220 ห้ามฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ห้าม และฎีกาของโจทก์ที่ 1 ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 1 ด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175,83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะ โจทก์ที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตาม รูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล …
- ฎีกาที่ 1295/2535
คดีความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าบริษัท ท. เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของเมืองฮ่องกงซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ตามฟ้อง ซึ่งได้นำภาพยนตร์ดังกล่าวออกโฆษณาเผยแพร่ครั้งแรกในเมืองฮ่องกง แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของเมืองฮ่องกงมาด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องมีสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการฟ้องคดีอาญา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158
- ฎีกาที่ 1295/2535
โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท ท. เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของเมืองฮ่องกง ซึ่งเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์เรื่องเดชเซียวฮื่อยี่ ซึ่งได้นำออกโฆษณาเผยแพร่ครั้งแรกในเมืองฮ่องกง โดย มิได้บรรยายว่าภาพยนตร์ ดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของเมืองฮ่องกงมาด้วย การบรรยายว่าได้นำออกโฆษณาเผยแพร่ครั้งแรกในเมืองฮ่องกงนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของเมืองฮ่องกงแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อความสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ตามฟ้องมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่จำเป็นสำหรับการฟ้องคดีอาญาในกรณีที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายต่างประเทศ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1295/2535
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ไม่เกินสองแสนบาท ทั้งไม่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีค่าเช่า หรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจำเลยได้ต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แล้ว โปรดรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินบริเวณเส้นสีน้ำเงินตามแผนที่พิพาทหมายเลข 2 ให้ขับไล่จำเลย และบริวารออกจากที่พิพาทห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทำ ที่ดินของโจทก์ให้กลับอยู่ในสภาพเดิม จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 130) …
- ฎีกาที่ 1297/2535
เมื่อปรากฏว่าจำเลยยังอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัยสิทธิของผู้เช่า โดยไม่มีการเปลี่ยนเจตนายึดถือการครอบครองต่อผู้ให้เช่าว่าจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทในนามของตนเองอย่างเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 การที่จำเลยเพียงดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จึงไม่ทำให้จำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท กรณีไม่เป็นการแย่งการครอบครองไม่ว่าจำเลยจะอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาอีกนานเท่าใด จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ
- ฎีกาที่ 1299/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,297 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา 75 ลงโทษจำคุก6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จัดการแก่จำเลยตาม มาตรา 74(2) โดยมอบตัวให้บิดาจำเลยเป็นผู้ปกครองดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี พร้อมกับวางเงื่อนไขคุมประพฤติ จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 1299/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83,297 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม มาตรา 75 ลงโทษจำคุก 6 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จัดการแก่จำเลยตาม มาตรา 74 (2) โดยมอบตัวให้บิดาจำเลยเป็นผู้ปกครองดูแลระมัดระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายหรือกระทำผิดใด ๆ ขึ้นอีกภายในกำหนด 3 ปี พร้อมกับวางเงื่อนไขคุมประพฤติ จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก
- ฎีกาที่ 13/2535
โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากเสร็จการสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนโดยมิได้อ้างเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88ศาลชั้นต้น (ศาลแรงงานกลาง) มีคำสั่งอนุญาต สำเนาให้จำเลย และทนายจำเลยได้รับสำเนาแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งไว้ จึงยกขึ้นอุทธรณ์คัดค้านไม่ได้ ต้องห้าม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
- ฎีกาที่ 1302/2535
สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 อยู่ที่มีการแสดงให้เห็นว่า มีการกู้ยืมเงินกันไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วย เอกสารที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ยืม มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินของผู้ให้กู้ซึ่งมิได้ระบุชื่อลงไว้จำนวนเท่าใด เมื่อวันเดือนปีใด ถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มิได้ระบุว่ากู้ยืมเงินจากผู้ใด โจทก์ก็นำสืบพยานบุคคลอธิบายให้เห็นได้ว่า โจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืม ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94(ข) จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้ยืมต่อโจทก์ เมื่อไม่มีการกำหนดเวลาชำระหนี้ต่อกันไว้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันโจทก์บรรยายว่า ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระแต่ตามคำฟ้อง …
- ฎีกาที่ 1302/2535
หลักฐานแห่งการกู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ต้องมีสาระสำคัญให้เห็นว่า มีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอ ไม่ได้บังคับว่าต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วยหรือหากไม่ระบุลงไว้จะต้องถือว่าไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เมื่อเอกสารพิพาทระบุว่าจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมเงินจำนวนเงินและวันเดือนปี แม้มิได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ก็ตาม ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว และโจทก์มีสิทธินำสืบได้ว่าผู้ให้กู้คือโจทก์ได้ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ข) หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์มีสิทธิทวงถามได้โดยพลันตามป.พ.พ. มาตรา 203 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามเมื่อใดจึงถือว่าจำเลยผิดนัดในวันฟ้อง.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1302-1303/2535
ความว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นที่ยุติ หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลย ไว้พิพากษาต่อไป หมายเหตุ ทนายโจทก์ทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 68) คดีทั้งสองสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณา พิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิพากษา ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,900 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 4,500 บาท ให้จ่ายค่าชดเชย แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 11,400 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 27,000 บาท เช่นนั้นจะถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง และให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ …
- ฎีกาที่ 1303/2535
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เงินตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้กู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ จะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้ฉบับอื่นไม่ได้
- ฎีกาที่ 1303/2535
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ตามสัญญากู้ฉบับหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้กู้เงินตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าว ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ จะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญาฉบับอื่นไม่ได้
- ฎีกาที่ 1303/2535
ฟ้องเรียกเงินกู้ตามสัญญากู้เมื่อฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้นั้น ดังนี้ต้องยกฟ้องโจทก์ จะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้ฉบับอื่นไม่ได้ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142.
- ฎีกาที่ 1303/2535
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้เงินตามฟ้องเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้กู้เงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ศาลต้องยกฟ้องโจทก์ จะพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้ฉบับอื่นไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1304/2535
ความว่า ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่น คำร้องฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 เพื่อให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ทั้งนี้ด้วยเหตุ สืบเนื่องจากโจทก์ร่วมได้นำมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้ฟ้องจำเลยทั้งสองและนายวัจน์อภิบาลภูวนารถ ต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 16000/2530 แดงที่ 20267-20268/2531 ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย คดีแพ่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด เมื่อเช็คพิพาทในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ต่อกันโดยผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้วมูลหนี้ตามเช็คพิพาทในคดีนี้จึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด มีผลทำให้คดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1305/2535
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า ข้อกฎหมาย ที่โจทก์ยกขึ้นในอุทธรณ์โจทก์มิได้กล่าวชัดแจ้ง มิได้เป็นข้อที่ยก ขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น และไม่เป็นสาระแก่คดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของ ศาลแรงงานกลางที่ยกฟ้องโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางไม่รับอุทธรณ์ ของโจทก์เป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายของโจทก์โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 9) ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คำฟ้องโจทก์ไม่บรรยายสภาพของข้อหาเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ที่ถูกโต้แย้งสิทธิรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นของข้อหาตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 8ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 31 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ ศาลแร …