ปี พ.ศ.: 2535
2,908 รายการ · หน้า 19 จาก 146
- ฎีกาที่ 1325/2535
โจทก์กับจำเลยที่ 3 และทนายของจำเลยทั้งสี่ได้ตกลงกันสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมดและท้ากันไปดื่มน้ำสาบานกัน ต่อมาในวันนัดสาบาน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 แถลงว่า ตนมิได้ยินยอมด้วยขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปทนายโจทก์ไม่ค้าน ดังนี้ มิใช่ว่าจำเลยขอยกเลิกคำท้า และการที่โจทก์ไม่คัดค้านคำแถลงของจำเลย ก็ไม่ถือว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมเลิกคำท้ากับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ด้วยในวันนัดสาบานตัวคู่ความมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำท้า เพราะศาลมีคำสั่งว่าคำท้าไม่มีผลบังคับตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ทักท้วงกับสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไป เท่ากับศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาเรื่องคำท้านั่นเอง หาใช่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำท้าแล้วแต่จำเลยผิดเงื่อนไขตามคำท้าไม่ กรณีเป็นเรื่องศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาย่อมยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองเสีย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้เ …
- ฎีกาที่ 1327/2535
โจทก์ใช้เส้นทางเดิมเดินออกสู่ทางสาธารณะ โดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี มิใช่ถือวิสาสะ เส้นทางดังกล่าวจึงตกเป็นภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบกับมาตรา 1382 ต่อมาโจทก์ต้องย้ายไปใช้เส้นทางใหม่ตามที่จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ประสงค์ เพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1และ ส. เจ้าของโรงงานทำอิฐผู้เช่าที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิให้โจทก์ย้ายไปใช้เส้นทางใหม่ได้ตามมาตรา 1392 เส้นทางใหม่นี้จึงตกเป็นภารจำยอมแทนเส้นทางเดิม จำเลยที่ 1 กับพวกไม่มีสิทธิที่จะปิดกั้นทางภารจำยอมหรือประกอบกรรมใด ๆ อันจะเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตามมาตรา 1390 โจทก์ถมเศษอิฐทำถนนในที่ดินจำเลยที่ 1 ที่ตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ เป็นการจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ทางภารจำยอมซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1391 จึงไม่เป็นละเมิด
- ฎีกาที่ 1328/2535
บริษัทโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ส่งรถคืน ต่อมาที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นมีมติให้ พ.กับท. พ้นจากตำแหน่งกรรมการของโจทก์หลังจากนั้น พ.กับท. อ้างว่าเป็นกรรมการร่วมกันลงชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลอนุญาต ดังนี้เมื่อหนังสือรับรองของโจทก์มีชื่อ พ.กับท. เป็นกรรมการโดยไม่มีการจดทะเบียนถอนชื่อ ออกจากการเป็นกรรมการ ต้องถือว่า พ.กับท. ไม่ได้พ้นจากการเป็นกรรมการจึงถือได้ว่าพ.กับท. ได้ขอถอนฟ้องแทนโจทก์แล้วโจทก์จะกลับมาขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตหาได้ไม่ จำเลยเป็นบุตรของ พ.และเป็นน้องภรรยาของท. แต่การที่พ.กับท. ขอถอนฟ้องในนามของโจทก์จะถือว่าประโยชน์ทางได้ทางเสียของโจทก์กับของ พ.กับท. เป็นปฏิปักษ์แก่กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 80 ไม่ได้ เพราะการขอถอนฟ้องจะเป็นผลดีและผลเสียต่อโจทก์ ผลนั้นย่อมตกแก่ พ.กับท.ในฐานะกรรมการของโจทก์ด้วยในลักษณะอย่างเดียวกัน
- ฎีกาที่ 1328/2535
บริษัทโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ส่งรถคืน ต่อมาที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นมีมติให้ พ.กับท. พ้นจากตำแหน่งกรรมการของโจทก์ หลังจากนั้น พ.กับท. อ้างว่าเป็นกรรมการร่วมกันลงชื่อ และประทับตราสำคัญของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีนี้ศาลอนุญาต ดังนี้ เมื่อหนังสือรับรองของโจทก์ท้ายฟ้องปรากฏมีชื่อพ.กับท. เป็นกรรมการของโจทก์ โดยไม่มีการจดทะเบียนถอนชื่อ พ.กับท. ออกจากการเป็นกรรมการ จึงต้องถือว่าพ.กับท. ยังไม่ได้พ้นจากการเป็นกรรมการของโจทก์ ทั้งข้อบังคับของโจทก์ก็มิได้มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดอำนาจกรรมการในเรื่องนี้ ถือว่า พ.กับท. ได้ขอถอนฟ้องแทนโจทก์แล้วโจทก์จะกลับมาขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตหาได้ไม่ แม้จำเลยจะเป็นบุตรของ พ.และเป็นน้องภรรยาของท. ก็ตามแต่การที่ พ.กับท. ขอถอนฟ้องในนามของโจทก์จะถือว่าประโยชน์ทางได้ทางเสียของโจทก์กับของ พ.กับท. เป็นปฏิปักษ์แก่กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 80 หาได้ไม่เพราะการขอถอนฟ้องจะเป็นผลดีและผลเ …
- ฎีกาที่ 1328/2535
ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องปรากฏว่า พ. และ ท.เป็นกรรมการของโจทก์โดยไม่มีการจดทะเบียนถอนชื่อบุคคลทั้งสองจากการเป็นกรรมการของโจทก์ ต้องถือว่า พ. และ ท.ไม่ได้พ้นจากการเป็นกรรมการของโจทก์ และตามหนังสือรับรองระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการที่ลงชื่อผูกพันโจทก์ได้ คือกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ ประกอบกับตามหนังสือรับรองดังกล่าวและข้อบังคับของโจทก์ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดอำนาจของกรรมการว่า ถ้าโจทก์ไม่มีมติให้ถอนฟ้องคดีใด กรรมการของโจทก์จะทำการแทนโจทก์ขอถอนฟ้องคดีนั้นไม่ได้ การที่ พ.และ ท.ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ขอถอนฟ้อง ถือได้ว่า พ.และ ท.ในฐานะกรรมการของโจทก์ได้ขอถอนฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ การขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อโจทก์ ผลดีหรือผลเสียนั้นย่อมตกได้แก่ พ.และ ท.ในฐานะที่เป็นกรรมการของโจทก์ด้วยในลักษณะอย่างเดียวกัน จะถือว่า …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1330/2535
คดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสจึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนของหมั้นหรือใช้ราคาแทนและเรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงินซึ่งโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์จำนวน38,800บาทมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินสินสอดและแหวนหมั้นหรือใช้ราคาเป็นเงินไม่เกินทุนทรัพย์ดังกล่าวและฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1330/2535
คดีที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและ ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามคืนของหมั้นหรือใช้ราคาแทนและเรียกค่าเสียหายรวมเป็นเงินซึ่งโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์จำนวน 38,800 บาท มิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินสินสอดและแหวนหมั้นหรือใช้ราคาเป็นเงินไม่เกินทุนทรัพย์ดังกล่าว และฎีกาโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1331/2535
ความว่า ผู้คัดค้านเป็นคู่ความในคดีนี้ มีความประสงค์ขอให้ ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วย ถ้าหากคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านก็จะได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากจำเลยกับพวกอยู่ตลอดไป หมายเหตุ ยังไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้อีกฝ่าย คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกหนี้(จำเลย) เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 8750ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถวเลขที่ 149 และ 149/1-4 ระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้าน และให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้าน ใช้ราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 24,285,600 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่า จะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพน …
- ฎีกาที่ 1332/2535
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของเดิม จำเลยอาศัยสิทธิของเจ้าของเดิมปลูกบ้านในที่ดินพิพาทบางส่วน โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากบิดามารดา ด้วยความสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกินสิบปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมโดยตรง มิใช่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งได้ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาไว้ในระหว่างที่จำเลยอ …
- ฎีกาที่ 1332/2535
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและรื้อบ้านออกไป กับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามครอบครองที่พิพาท ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดต่อจากบิดามารดาด้วยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกินสิบปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดย การครอบครอง โจทก์ซื้อที่พิพาทโดย ไม่สุจริตไม่เสียค่าตอบแทน ทั้งทราบการครอบครองของจำเลยทั้งสามแล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสามโดย การครอบครอง ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องต่อไป ดังนี้เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามโต้เถียงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมโดยตรง มิใช่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมจำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์มิได้ทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาไว้ในระหว่าง …
- ฎีกาที่ 1332/2535
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามขนย้ายทรัพย์สินและรื้อบ้านออกไปจากที่ดินแปลงที่พิพาท กับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม ดังนี้เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามโต้เถียงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้งได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1332/2535
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้วคดีมีทุนทรัพย์ชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ที่แก้ไขแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลในคดีนี้ เป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นการฎีกาในปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1ไว้พิจารณา พิพากษาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 เสียค่าคำร้องมา 200 บาท(อันดับ 54 แผ่นที่ 4) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 17,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำนวนดอกเบี้ยคำนวณถึงวัน …
- ฎีกาที่ 1333/2535
เอกสารท้ายฟ้องระบุว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการฯรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้สั่งมอบอำนาจให้อธิบดีกรมธนารักษ์ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องต่างๆรวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีจึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่อธิบดีกรมธนารักษ์นำมาฟ้องคดีแทนกระทรวงการคลังโจทก์ได้ไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจโดยเฉพาะอีกและเป็นการกระทำการในนามของรัฐบาลจึงต้องด้วยมาตรา121แห่งประมวลรัษฎากรไม่ต้องปิดแสตมป์ ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงชั้นนอกของเมืองโบราณจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1304(3)และมีการขึ้นทะเบียนกำแพงเมืองเป็นที่ราชพัสดุและเป็นโบราณสถานไว้แล้วจึงไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่าแต่เป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติ ที่ราชพัสดุพ.ศ.2518มาตรา4ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามมาตรา5ราษฎร์ย่อมไ …
- ฎีกาที่ 1333/2535
เอกสารท้ายฟ้องระบุว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้สั่งมอบอำนาจให้อธิบดีกรมธนารักษ์ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องคดีจึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่อธิบดีกรมธนารักษ์นำมาฟ้องคดีแทนกระทรวงการคลังโจทก์ได้ ไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจโดยเฉพาะอีกและเป็นการกระทำการในนามของ รัฐบาล จึงต้องด้วยมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากรไม่ต้องปิดแสตมป์ ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงชั้นนอกของเมืองโบราณ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3)และมีการขึ้นทะเบียนกำแพงเมืองเป็นที่ราชพัสดุและเป็นโบราณสถานไว้แล้ว จึงไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่า แต่เป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติ ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต …
- ฎีกาที่ 1334/2535
ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้อง ไม่ทราบวันนัดคำพิพากษาและคำบังคับของศาลมาก่อนเพราะได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่นแล้ว จำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานั้นเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และแม้ฎีกาของจำเลยจะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องการขอให้พิจารณาใหม่ ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้องและคำให้การ ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีเป็นหลักในการพิจารณาว่าเป็นคดีที่ฎีกาได้หรือไม่ เมื่อเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลในกรณีอื่นออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในขณะยื่นคำฟ้องอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ5,000 บาท และจำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1334/2535
ความว่า จำเลยทั้งสองยื่นฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลา การบังคับ ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาว่า รับฎีกาจำเลยทั้งสอง ต่อมามีคำสั่งเพิ่มเติมว่า คดีมีทุนทรัพย์ 20,000 บาท ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248ที่แก้ไขใหม่ ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามที่ศาลมีคำสั่งรับฎีกาไว้จึง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงให้เพิกถอน คำสั่งรับฎีกา และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกา และสั่งในคำร้อง ขอทุเลาการบังคับว่า รับคำร้องขอทุเลาการบังคับของจำเลยทั้งสอง ต่อมามีคำสั่งเพิ่มเติมว่า ศาลสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกาแล้ว จึงไม่รับคำร้อง จำเลยทั้งสองเห็นว่า ตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 เป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยที่ 1 แย่งการครอบครองที่ดินเกินกว่า1 ปี แล้วหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริง ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 นำสืบไว้ในสำนวน โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และคำร้องขอทุเลาก …
- ฎีกาที่ 1335/2535
การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ เนื่องจากไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ เท่ากับให้ศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งยืนยันไป หากศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องชนะคดี ทุกข์ของผู้ร้องย่อมปลดเปลื้องไปตามจำนวนเงินที่ผู้ร้องไม่ต้องชำระหนี้ คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 ข้อ (1)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระ แต่ผู้ร้องเพิกเฉย จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 1335/2535
เจ้าพนักงานพิทักษ์มีหนังสือยืมยันหนี้ให้ผู้ร้องชำระหนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้ เนื่องจากไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวเท่ากับให้ศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระตามจำนวนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์แจ้งยืนยันไป หากศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องชนะคดีทุกข์ของผู้ร้องย่อมปลดเปลื้องไปตามจำนวนเงินที่ผู้ร้องไม่ต้องชำระหนี้ คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 ข้อ (1)(ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้ายต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์สั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระ แต่ผู้ร้องเพิกเฉย จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์
- ฎีกาที่ 1335/2535
คำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายชื่อผู้ร้องออกจากบัญชีลูกหนี้เนื่องจากผู้ร้องไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามตาราง 1 ข้อ (1)(ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 179 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ยังขาดอยู่มาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่ผู้ร้องไม่ชำระภายในกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดี.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1335/2535
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ทั้งสองในระหว่างฎีกาโปรดมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการเฉลี่ยทรัพย์และงดการจ่ายเงินส่วนเฉลี่ยให้แก่ผู้ร้องไว้ก่อน หมายเหตุ ผู้ร้อง จำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดี ต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 113 แผ่นที่ 9,117 แผ่นที่ 2,113แผ่นที่ 3) คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ทั้งสองแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ทั้งสองจึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเฉลี่ยหนี้แก่ผู้ร้องตามส่วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ โจทก์ทั้งสองฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 111,110) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ระงับการจ่ายเงินส่วนเฉลี่ยแก …