ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 1 จาก 149
- ฎีกาที่ 1/2536
ข้อตกลงตามหนังสือก่อสร้างต่างตอบแทนว่า โจทก์ตกลงก่อสร้างอาคารพิพาทบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์จะได้รับกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารพิพาทเพื่อประกอบธุรกิจสถานบันเทิงจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ข้อตกลงดังกล่าวแม้มีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทตามข้อยกเว้นในเรื่องส่วนควบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 แต่ก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิที่อาจเรียกร้องและบังคับระหว่างกันเองได้เท่านั้น ข้อตกลงที่ให้โจทก์ได้รับกรรมสิทธิ์เหนืออาคารพิพาทเป็นทรัพย์สิทธิ์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ทำการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ใน อาคารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ใน อาคารพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินจึงไม่บริบูรณ์ ใช้ยันต่อจำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้
- ฎีกาที่ 100/2536
แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่เมื่อได้ความว่าคนร้ายยืนห่างจากประจักษ์พยานโจทก์เพียง 6 เมตร และคนร้ายเป็นผู้ที่ประจักษ์พยานรู้จักมาก่อน บริเวณที่คนร้ายยืนอยู่มีแสงสว่างจากไฟฟ้าที่หน้าร้าน และจากโป๊ะจอดเรือส่องถึงพอที่จะเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจน และจำได้ว่าเป็นจำเลย ทั้งพยานโจทก์ปากนี้ก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าได้เบิกความไปตามความจริง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า พยานโจทก์เป็นคนหลังค่อม เมื่อยืนหลังตู้เย็นย่อมไม่สามารถมองเห็นหน้าคนร้ายได้ชัดเจนนั้น ความพิการดังกล่าว ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคในการมองเห็นเหตุการณ์ และที่โจทก์ไม่นำ บ.ลูกจ้างผู้เสียหายอีกคนหนึ่งที่นอนอยู่กับพยานมาเบิกความ ก็เป็นเรื่องดุลยพินิจของโจทก์ที่จะนำสืบพยานของตนมากน้อยเพียงใดไม่ถือเป็นข้อพิรุธ ทั้งที่อ้างว่าการจุดไฟที่ถุงพลาสติกเปลวไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็ว คนร้ายย่อม …
- ฎีกาที่ 1001/2536
โจทก์ได้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งจำเลยได้กระทำผิดฐานชิงทรัพย์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยได้กระทำผิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2533 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ไม่จำต้องระบุเวลากระทำผิดไว้ในฐานความผิดส่วนของกลางยึดได้จากจำเลยหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องบรรยาย ไว้ในฟ้อง ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1003/2536
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาไว้ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บัดนี้ ศาลแพ่งธนบุรีได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาดจำเลย ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ จำเลยจึงขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยโปรดอนุญาต หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 25,126,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2523 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา(อันดับ 441,467) คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทปัญญามิตร จำกัด (ลูกหนี้) จำเลย ผู้ร้องเข้าดำเนินคดีแทนจำเลยในชั้นฎีกาตามคำร้อง
- ฎีกาที่ 1004/2536
ทางภารจำยอมนั้นสามยทรัพย์และภารยทรัพย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกัน ดังนี้ แม้จะมีคลองสาธารณะคั่นอยู่ก็อาจเป็นทางภารจำยอมได้ โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1004/2536
สามยทรัพย์และภารยทรัพย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกันแม้ทางพิพากษาจะมีคลองสาธารณะคันอยู่ก็อาจเป็นภารจำยอมได้
- ฎีกาที่ 101/2536
หนังสือมอบอำนาจที่กระทำในเมืองต่างประเทศ โดยมีโนตารีปับลิกรับรองว่า รองประธานบริษัทได้ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจต่อหน้าตนนั้น เทียบเคียงได้กับกรณีการเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่ได้ทำในเมืองต่างประเทศ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม คือไม่จำเป็นต้องมีเจ้าพนักงานกงสุลไทยหรือสถานทูตไทยรับรองเป็นพยานอีกชั้นหนึ่ง แม้เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยจะรับรองหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ในภายหลัง เมื่อไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของบุคคลที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างหรือโต้แย้งอย่างใดแล้ว ศาลก็รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้.
- ฎีกาที่ 1011/2536
โจทก์มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายถึง 2 ปากพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวไม่มีสาเหตุอย่างใดกับจำเลย น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจัดให้มีการชี้ตัวคนร้าย พยานทั้งสองก็ชี้ระบุจำเลยเป็นคนร้ายโดยไม่ลังเล สร้อยคอที่จำเลยนำไปจำนำไว้ตามตั๋วจำนำที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดมาได้พยานก็ยืนยันว่าเป็นของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายชิงเอาไปทั้งสองเส้นที่จำเลยอ้างว่าเป็นของจำเลยนั้น หากเป็นของจำเลยจริงก็ไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะต้องแยกเอาไปจำนำเส้นละแห่งห่างไกลกันให้เป็นการยุ่งยากเช่นนั้น นอกจากนี้โจทก์ยังมีเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายใช้กระทำความผิดเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกันชิงรถของพยานไปในคืนวันก่อนจะเกิดเหตุคดีนี้อีกด้วยที่จำเลยอ้างว่าชั้นจับกุมและสอบสวนถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายบังคับให้ลงชื่อในกระดาษต่าง ๆ นั้น เมื่อโจทก์นำผู้จับและผู้สอบสวนเข้าเบิกความประกอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1013/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2 ประการแรกและประการที่ 2 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงไปสู่ข้อกฎหมาย ส่วนฎีกาประการที่ 3 เป็นฎีกาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ร่วมทั้งหกเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วย หมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหกต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 232 แผ่นที่ 2,277 แผ่นที่ 2 ที่ 3,279 แผ่นที่ 2, 286 แผ่นที่ 3 ที่ 5,287 แผ่นที่ 2) คดีของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 2285/2534 นี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับอีกคดีหนึ่ง โดยเรียกจำเล …
- ฎีกาที่ 1017/2536
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7,55,78 จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 38,55,78 จำคุก 2 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1017/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้ แก้โทษของจำเลย ซึ่งเป็นเพียงแก้ไขเล็กน้อยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 ฎีกาของจำเลยล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกา จำเลย จำเลยเห็นว่า กรณีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นเฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,15,67,102 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและ ประเภทยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2522 ข้อ 1(1) จำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสาร …
- ฎีกาที่ 102/2536
แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยจะมีลักษณะและลีลาการเขียนแตกต่างกัน แต่เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยใช้ภาษาต่างประเทศที่มีสำเนียงเรียกขานเหมือนกันและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ผู้ซื้อย่อมถือคำเรียกขานและหลงผิดได้ว่าสินค้าทั้งสองเครื่องหมายเป็นอย่างเดียวกัน ดังนี้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยมีลักษณะเหมือนกัน สินค้าของจำเลยได้ผลิตและจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ เกือบทั่วโลกมาก่อนโจทก์ มีการโฆษณาเผยแพร่ตลอดจนนำไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ทั้งยังมีตัวแทนจำเลยที่ต่างประเทศส่งสินค้าของจำเลยเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโจทก์ซึ่งมีอาชีพเป็นตัวแทนขายรองเท้าต่างประเทศ ย่อมรู้ว่าสินค้ารองเท้าของจำเลยภายใต้เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นที่นิยมแพร่หลาย ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ส่อให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของจำเลยซึ่งใช้มาก่อนโจทก์ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1020/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาว่า คำว่า "ของ"ตามข้อความในจดหมายของจำเลยที่ 1 นั้น จะหมายถึงเฮโรอีนตามที่ ศาลอุทธรณ์ตีความไว้หรือไม่ และฎีกาอีกว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการ แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดนั้น จะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก หรือไม่ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 และ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1025/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาไว้ ประเด็นสำคัญที่ฎีกาคือ คำเบิกความของนายคำสิงห์ ศรีสวัสดิ์และนายสะอาด รักคำมีพยานโจทก์ เบิกความต่อศาลแตกต่างกับคำให้การต่อพนักงานสอบสวนมีเหตุอันควรระแวงสงสัยและส่อไปในทางว่าจะเบิกความปรักปรำ จำเลย จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง จำเลยที่ 1 ทราบว่าพยานโจทก์ ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความเท็จต่อศาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถ จะหาพยานมาหักล้างได้ ครั้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2536จำเลยที่ 1 ได้รับจดหมายจากนายคำสิงห์ ศรีสวัสดิ์ ลงวันที่12 เมษายน 2536 มีข้อความสำคัญว่า ที่ได้ไปเบิกความต่อศาลในคดีนี้ไม่เป็นความจริงปรากฏรายละเอียดตามภาพถ่ายจดหมายแนบท้ายคำร้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ไปสอบถาม นายคำสิงห์ ศรีสวัสดิ์ ก็ยอมรับว่าเป็นจดหมายของตนและไปเบิกความต่อศาลเพราะมีผู้เสี้ยมสอน เนื่องจากนายคำสิงห์ ศรีสวัสดิ์และนายสะขาล รักคำมี พยานโจทก์ เป็นพยานสำคัญที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา …
- ฎีกาที่ 1026/2536
การเพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 114 เป็นไปโดยผลของคำพิพากษา ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอน ก็ยังถือว่าเป็นการโอนโดยชอบ และจะถือว่ามีการผิดนัดกันแล้วหาได้ไม่
- ฎีกาที่ 103/2536
เจ้าหนี้รับเช็คทั้งหกฉบับซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาจาก บ. โดย บ. เป็นผู้นำมาขายลดแก่เจ้าหนี้โดยตรงมิใช่เป็นตัวแทนของลูกหนี้ นิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับ บ.จึงเป็นสัญญาขายลดเช็คซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดให้จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ส่วนลูกหนี้จะต้องผูกพันรับผิดต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904ในฐานะผู้สั่งจ่ายมิใช่คู่สัญญาขายลดเช็ค ดังนั้น เมื่อวันที่เช็คทั้งหกฉบับถึงกำหนดใช้เงิน ถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปีแล้วสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ จึงเป็นหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1)
- ฎีกาที่ 103/2536
เจ้าหนี้รับเช็คทั้งหกฉบับซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาจาก บ. โดย บ.เป็นผู้นำมาขายลดแก่เจ้าหนี้โดยตรง มิใช่ บ. เป็นตัวแทนของลูกหนี้นิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับ บ.จึงเป็นสัญญาขายลดเช็คส่วนลูกหนี้จะต้องผูกพันรับผิดต่อเจ้าหนี้ ซึ่งเป็น ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 904 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คทั้งหกฉบับมิใช่คู่สัญญาขายลดเช็ค ดังนั้น เมื่อวันที่เช็คทั้งหกฉบับถึงกำหนดใช้เงินถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ล่วงเลยระยะเวลา 1 ปีแล้วสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ จึงเป็นหนี้ที่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ ตามมาตรา 94(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483
- ฎีกาที่ 1030/2536
แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดยอมให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเกินกำหนดเวลาที่ระบุไว้โจทก์ยินยอมรับไว้โดยไม่ทักท้วงแสดงว่าโจทก์ไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ก่อน หนังสือเตือนให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ไม่ถือเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1, ที่ 2 ให้การว่าหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อแล้วโจทก์ยังยอมรับชำระหนี้ค่าเช่าซื้ออีก แสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญจึงเป็นการวินิจฉัยตามที่จำ …
- ฎีกาที่ 1030/2536
แม้สัญญาเช่าซื้อจะระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดหรือกระทำผิดสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดยอมให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันที โดยมิต้องมีการบอกกล่าวก่อนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อเกินกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเกือบ 1 ปี ฝ่ายโจทก์ก็ยินยอมรับไว้โดยมิได้ทักท้วง แสดงว่าในทางปฏิบัติคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นข้อสำคัญ ดังนี้เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดในสัญญา จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ได้ ในกรณีนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน หนังสือเตือนให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ไม่เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ
- ฎีกาที่ 1031/2536
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้วผู้ร้องยังคงมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทอยู่ต่อไปหรือไม่ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหา เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลย จึงมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกการพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย ไปในตัว อำนาจที่จะร้องขอให้เพิกถอนการโอน ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สิ้นสุดลง ผู้ร้องจึง ไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทต่อไปได้