ปี พ.ศ.: 2536
2,967 รายการ · หน้า 17 จาก 149
- ฎีกาที่ 1472/2536
จำเลยไม่รู้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยอาศัยอยู่เป็นป่าสงวนการกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยึดถือครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้อง คำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งจำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครองเป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อศาลมิได้พิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตราดังกล่าว ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ตามที่โจทก์ขอได้ การที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นการไม่ชอบเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1472/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219และฎีกาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 หรือมาตรา 219แต่อย่างใด ส่วนฎีกาข้อ 2.2 ที่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายกรรมต่างกันและฎีกาข้อ 2.3 ที่ว่า คำพิพากษาของศาลที่ให้ริบปืนของกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต่างเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา โปรดมีคำสั่ง …
- ฎีกาที่ 1473/2536
ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยได้รับเงินไปเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์2532 ต่อมาวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดหลังจากที่จำเลยได้รับเงินไปแล้วจำเลยได้เบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตกล่าวคือจำเลยได้รับปากว่าจะคืนเงินที่เหลือให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2532 โจทก์ทวงถามอีกครั้ง จำเลยปฏิเสธไม่ยอมคืนให้ โจทก์จึงทราบว่าจำเลยได้ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงจุดเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิดของจำเลยคือวันที่จำเลยรับเงินของโจทก์ไว้ และจุดที่โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยคือวันที่จำเลยปฏิเสธการคืนเงินให้โจทก์ จึงเป็นฟ้องที่ได้บรรยายถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว ย่อมเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1473/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีมีคำสั่งไม่รับรองให้ฎีกา ดังนั้นเมื่อคดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในประเด็นว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายในที่ดินพิพาท ซึ่งจากพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จำเลยจึง ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย การที่โจทก์ ไม่ได้ ฟ้องคดีภายใน 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ แม้คดีนี้ จะเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท และเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1474/2536
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กรรม จำคุกกระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า เป็นการกระทำกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อยคู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงส่วนข้อ 2.2ไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2.1 เป็นเรื่องที่ขอให้ศาลรอการลงโทษ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนข้อ 2.2 เป็นเรื่องการตีความในสัญญาว่าการบอกเลิกการเช่ามีผลเมื่อใดการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าสิ้นสุดลงในวันที่เช่าหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 95) คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1475/2536
ความว่า จำเลยทั้งห้ายังไม่เข้าใจคำพิพากษาศาลฎีกาในหน้าที่ 15 ย่อหน้าแรกที่ว่าพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรกจำคุกคนละ 1 ปี ให้จำเลยทั้งห้าคืนทรัพย์ 5 รายการที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,754 บาทแก่เจ้าของ ส่วนอาวุธปืนขนาด .38 หมายเลขทะเบียน กท.723743 และกระสุนปืน .38 จำนวน 5 นัด ฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิด ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอศาลฎีกาโปรดอธิบายด้วยว่าที่ว่าพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก จำคุก 1 ปี นั้นศาลฎีกาให้โอกาสจำเลยทั้งห้าได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสืบไป ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ด้วยหรือไม่หรือมีเจตนาจะลงโทษจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 1 ปีโดยไม่ …
- ฎีกาที่ 148/2536
คำรับของจำเลยต่อเจ้าพนักงานสอบสวนที่ถามจำเลยก่อนที่จะแจ้งข้อหาแก่จำเลยนั้น จำเลยยังไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหา โจทก์จะอ้างเอาคำรับดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการมิชอบ.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:148/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าราคาทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้คือ 150,000 บาท ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปรากฏจาก พยานหลักฐานโจทก์จำเลยว่ามีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาทเมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกานี้เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นว่า คดีนี้โจทก์จำเลย โต้เถียงกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งราคาที่ดินพิพาท ในขณะยื่นฎีกาเป็นเงินประมาณ 1,000,000 บาท ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก ให้ถือเอาราคาทรัพย์สินในขณะยื่นฎีกามิใช่ ขณะยื่นคำฟ้อง คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์เกินกว่าสองแสนบาทจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 114) ศาลชั้นต้นพิ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1480/2536
ความว่า โจทก์ทั้งห้าฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากฎีกาของโจทก์มีโอกาสชนะคดี เพื่อมิให้ก่อให้เกิดปัญหาในภายหน้าเกี่ยวกับที่พิพาท และมิให้เกิดความเสียหายแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกี่ยวกับการบังคับคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายจำเลยทั้งสองแถลงคัดค้าน (ถ้อยคำสำนวน อันดับ 20) โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหรือยกเลิกแผนผังจัดแบ่งที่ดินที่จำเลยทั้งสองจัดทำไว้เดิม และให้จัดสรรที่ดินนิคมสหกรณ์แม่สอด จังหวัดตาก หมู่ที่ 2 ตำบลขะเนจื้ออำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ใหม่ ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้มีสิทธิและมีชื่อเข้าทำประโยชน์ในนิคมสหกรณ์แม่สอด จังหวัดตาก หมู่ที่ 2 ตำบลขะเนจื้ออำเภอแม่ระนาด จังหวัดตาก ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ทั้งห้าฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง (อั …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1482/2536
ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกา ซึ่งหากคดีนี้ได้มีการนำนางล้วน ดิสสร ผู้ให้ถ้อยคำในชั้นพนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบ คดีย่อมกระจ่างและยุติได้ โปรดมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากดังกล่าวด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,157อันเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบมาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 125,124) อนึ่ง ชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยื่นคำร้องขอสืบพยานเพิ่มเติมนางล้วน ดิสสร ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะสืบพยานปากนางล้วน ดิสสร ให้ยกคำร้อง (อันดับ 91,111) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้สืบพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ให้ยกคำร้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1483/2536
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 94) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 774,856.11 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 386,627.64 บาท และพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงินกู้ยืมจำนวน 174,793 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2532) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ พวกจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดิน โฉนดเลขที่ 35, 36, 308 ตำบลขุหลุอำเภอตระการพืชผลจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลงและห้องแถวไม้ 2 ชั้น 2 คูหา เลขที่ 194/1 ถนนเกษมสมบัติตำบลขุหลุอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีปลูกสร้างบนที่ดินราชพัสดุแปลงหมาย เลขทะเบียน 8069เนื้อที่ดิน 23 ตารางวา และทรัพย์สินอ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1485/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเพื่อประวิงการบังคับคดี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เฉลี่ยหนี้ในคดีล้มละลายได้ แต่ยังไม่ให้รับเงินจนกว่าโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองจะได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้เสียก่อน หากต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษา ก็จะเกิด ความเสียหายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว และทรัพย์ที่ขายทอดตลาดก็เป็นทรัพย์จำนอง โจทก์ย่อมมีบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ประกอบกับไม่มีเจ้าหนี้อื่นขอเฉลี่ยหนี้เนื่องจากเจ้าหนี้อื่นได้รับชำระหนี้ในคดีล้มละลายไปแล้ว ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 6,100,000 บาท แก่โจทก์ หมายเหตุ โจทก์ได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยที่ 1 …
- ฎีกาที่ 149/2536
เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยมีบุคคลภายนอกเข้าสู้ราคาเป็นการชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เห็นว่ามีผู้เข้าสู้ราคาสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้ และไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูลทรัพย์ที่ขายทอดตลาดรายนี้ เป็นการสมรู้กันกดราคาซื้อจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ขายให้แก่ผู้สู้ราคาสูงสุดนั้น ต้องถือว่าการขายทอดตลาดเป็นอันสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจะมาขอให้ยกเลิกการขาย หรือมารื้อฟื้นให้ศาลสั่งขายทอดตลาดใหม่โดยอ้างว่าขายได้ราคาต่ำไปกว่าความเป็นจริงไม่ได้.
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1490/2536
ความว่า โจทก์ฎีกา หากชนะคดีแล้วเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนการเช่าแผงให้แก่จำเลยทั้งสองไปก่อนโจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย เป็นอย่างมาก โปรดมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยทั้งสองทำการจดทะเบียน การเช่าแผงตลาดเทศบาล 3 จำนวน 104 แผง ตามแผนผังท้ายฟ้อง หมายเหตุ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาแล้ว เฉพาะจำเลยที่ 1แถลงคัดค้าน (อันดับ 145,147) ศาลชั้นต้นพิพากษา ห้ามไม่ให้จำเลยทั้งสองไปทำการจดทะเบียน การเช่าตลาดเทศบาล 3 จำนวน 104 แผง ตามแผนผังท้ายฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 142,141) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว ให้ระงับการจดทะเบียนการเช่าแผงตลาดเทศบาล 3(ตลาดโบ๊เบ๊) จำนวน 104 แผง ไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
- ฎีกาที่ 1491/2536
การที่จำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุในสภาพพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ และจำเลยที่ 2 ยังได้พูดกับจำเลยที่ 1 ให้ยิงเข้ามาในกลุ่มของผู้ตายกับพวก เมื่อจำเลยที่ 1ยิงผู้ตายกับพวกแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1494/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 8 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 8 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่าสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้อง รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ และจำเลยที่ 8 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ในฐานะทายาทโดยธรรมให้รับผิดเพราะมีผู้จัดการมรดกแล้ว ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 105) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน60,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากเงินต้นดังกล่าว คิดแต่วันที่ 11 มีนาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1495/2536
ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 เห็นว่า ฎีกา ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 337) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบไปแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3196 ตำบลแหลมประดู่อำเภอบ้านโพธิ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้โจทก์ได้ด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 25 ไร่3 งาน 32 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ถ้าจำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ฯลฯ ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 320) ทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10 …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1497/2536
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลแรงงานกลางสั่งอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์โต้เถียงการฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางและโต้เถียงดุลพินิจของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามมาตรา 54 แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จึงไม่รับอุทธรณ์ และสั่งคำร้องว่า ศาลสั่งไม่รับ อุทธรณ์ของจำเลยแล้ว คำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยจึงตกไป จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพียงว่าพยานจำเลยไม่พอฟังว่าโจทก์ทุจริตแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และได้วินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยมิได้หยิบยกเอาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการสอบสวนความผิดของโจทก์ที่จำเลยได้กระทำไปก่อน ที่จะไล่โจทก์ออกขึ้นวินิจฉัย เป็นกา …
- ฎีกาที่ 1500/2536
จำเลยเพียงแต่หลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยจะช่วยติดต่อให้เข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไปไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมายผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีได้ ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้ ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินคืนผู้เสียหายเสียก่อน ผู้เสียหายจึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ชำระเงินคืนแก่ผู้เสียหายจึงมิใช่เป็นการยอมความ
- ฎีกาที่ 1500/2536
จำเลยเพียงแต่หลอกลวงผู้เสียหายว่า จำเลยจะช่วยติดต่อให้ผู้เสียหายเข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้นผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไป ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ได้ ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้ว่า ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มิใช่เป็นการยอมความโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไข การยอมความในลักษณะเช่นนี้จะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปต่อเมื่อจำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแล้ว