ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 29 จาก 192
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1923/2537
ความว่า ตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งว่า จำเลยเพิกเฉยไม่ส่งสำเนา คำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่ง ศาลชั้นต้น เป็นการทิ้งคำร้อง และให้จำหน่ายคำร้องของ จำเลยนั้น จำเลยขอประทานกราบเรียนว่า จำเลยได้รับหมายแจ้งคำสั่ง ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 ให้ส่งสำเนาคำร้องขอทุเลาการบังคับให้โจทก์ภายใน 7 วัน ต่อมา เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2537 จำเลยได้ดำเนินการส่งสำเนาคำร้อง ดังกล่าวให้แก่โจทก์และได้เสียค่าธรรมเนียมนำส่งแล้ว ปรากฏตามหลักฐานการนำส่ง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 2 จำเลยจึงมิได้ทิ้งคำร้องแต่อย่างใด โปรดมีคำสั่งเพิกถอน คำสั่งที่ว่าจำเลยทิ้งคำร้องและรับคำร้องขอทุเลาการบังคับ ของจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 82) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เป็นเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวน …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1924/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา เนื่องจากคดีนี้ฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างฎีกา ทำให้ทนายจำเลยทั้งสี่ผิดพลาดไม่ได้ทำคำแก้ฎีกาโจทก์ภายในกำหนด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเลยทั้งสี่จึงขอยื่นคำแก้ฎีกา และหากไม่รับเป็นคำแก้ฎีกา ก็โปรดรับเป็นคำแถลงการณ์ ทั้งนี้ จำเลยทั้งสี่ขอถือเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาของจำเลยทั้งสี่ด้วย โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงิน แก่โจทก์จำนวน 46,736.71 บาท 50,879 บาท และ 98,058.99 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน แต่ละรายดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532ซึ่งเป็นวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4จะชำระเงิน ให้โจทก์เสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 126,627.80 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลชั้น …
- ฎีกาที่ 1925/2537
การเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น อาจเกิดโดยการแต่งตั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ และกรณีตัวแทนเชิดที่ถือได้ว่าเป็นการแต่งตั้งโดยปริยายนั้น ตัวการผู้เชิดต้องแสดงออกว่าผู้ถูกเชิดเป็นตัวแทนของตน หรือรู้แล้วยอมให้ผู้เชิดแสดงออกว่าเขาเป็นตัวแทนของตน ตัวการจึงจะมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้กระทำลงไป คดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ หรือยินยอมให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องจำเลยที่ 3 ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตสั่งซื้อเบียร์จากโจทก์เองโดยพลการ การที่จำเลยที่ 3 ใช้อำนาจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้โดยใช้ใบรับเงินของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 3 กระทำ การกระทำของจำเลยที่ 3 ต่าง ๆ จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนได้เสียหรือยินยอมด้วย จำเลยที่ 3 จึงมิใช่ตัวแทนเชิดของจำเลย …
- ฎีกาที่ 1925/2537
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ หรือยินยอมให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องจำเลยที่ 3 ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตสั่งซื้อเบียร์จากโจทก์เองโดยพลการ และการที่จำเลยที่ 3ใช้อำนาจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้โดยใช้ใบรับเงินของจำเลยที่ 1ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 3 กระทำจำเลยที่ 3 จึงมิใช่ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1
- ฎีกาที่ 1925/2537
การเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ.นั้น อาจเกิดโดยการแต่งตั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ และกรณีตัวแทนเชิดที่ถือได้ว่าเป็นการแต่งตั้งโดยปริยายนั้น ตัวการผู้เชิดต้องแสดงออกว่าผู้ถูกเชิดเป็นตัวแทนของตน หรือรู้แล้วยอมให้ผู้เชิดแสดงออกว่าเขาเป็นตัวแทนของตน ตัวการจึงจะมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้กระทำลงไป คดีนี้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ หรือยินยอมให้จำเลยที่ 3 สั่งซื้อเบียร์จากโจทก์ในนามจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องจำเลยที่ 3 ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตสั่งซื้อเบียร์จากโจทก์เองโดยพลการ การที่จำเลยที่ 3 ใช้อำนาจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้โดยใช้ใบรับเงินของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 3 กระทำ การกระทำของจำเลยที่ 3 ต่าง ๆ จำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนได้เสียหรือยินยอมด้วย จำเลยที่ 3 จึงมิใช่ตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1
- ฎีกาที่ 1926/2537
การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จะนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก จำเลยมิได้ให้การว่าจำเลยได้กันเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้เพื่อจัดการทำบุญและจัดงานศพให้แก่เจ้ามรดกในอนาคตแต่อย่างใดการที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีสิทธิกันเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อทำบุญและจัดงานศพจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคแรก โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยมีข้อความว่า "วันที่ 14 มีนาคมถึง กิมเช็ง ทราบ เรื่องเงินเหลือจากจ่ายธนาคาร 1 ล้านบาทเอาไว้ทำบุญให้แม่เขา 1 แสนบาทกิมห้องให้ไป 1 แสนห้าหมื่น ส่วนเฮียเอา5หมื่นเหลือนอกนั้น …
- ฎีกาที่ 1926/2537
การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกานั้น จะนำดอกเบี้ยของต้นเงินนับแต่วันฟ้องถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยมีจำนวนไม่เกิน200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248(วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา) จำเลยฎีกาว่า เจ้ามรดกเป็นหนี้ พ. และจำเลยได้ใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่ พ.แล้ว เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยได้ชำระหนี้จำนองดังกล่าวให้แก่ พ. จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ให้การว่า จำเลยได้กันเงินจำนวน 100,000 บาทไว้เพื่อจัดการทำบุญและจัดงานศพให้แก่เจ้ามรดกในอนาคตอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยมีสิทธิกันเงินจำนวน 100,000บาท ไว้จัดการทำบุญและจัดงานศพให้แก่เจ้ามรดกในอนาคต จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย …
- ฎีกาที่ 1926/2537
การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกานั้น จะนำดอกเบี้ยของต้นเงินนับแต่วันฟ้องถึงวันยื่นฎีกามารวมคำนวณด้วยไม่ได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยมีจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา) จำเลยฎีกาว่า เจ้ามรดกเป็นหนี้ พ. และจำเลยได้ใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่พ.แล้ว เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยได้ชำระหนี้จำนองดังกล่าวให้แก่ พ. จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยมิได้ให้การว่า จำเลยได้กันเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้เพื่อจัดการทำบุญและจัดงานศพให้แก่เจ้ามรดกในอนาคต อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยมีสิทธิกันเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้จัดการทำบุญและจัดงานศพให้แก่เจ้ามรดกในอนาคต จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงชอบแล้ว จำ …
- ฎีกาที่ 1927/2537
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยอุทธรณ์มาตรา 198,200 และ 201 มีความหมายชัดเจนบังคับไว้ว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์แล้วเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายหนึ่งและกำหนดเวลาให้แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่า "รับเป็นอุทธรณ์โจทก์ สำเนาให้อีกฝ่าย"และออกหมายนัดส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีข้อความในหมายนัดว่า"ด้วยคดีเรื่องนี้ศาลได้รับอุทธรณ์ของโจทก์ดังสำเนาอุทธรณ์แนบมาพร้อมหมายนี้ เพราะฉะนั้นจึงแจ้งมาให้ทราบ" เป็นการส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทราบเท่านั้น มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 1แก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยการอุทธรณ์ คู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอัน …
- ฎีกาที่ 1927/2537
ศาลชั้นต้นเพียงแต่ส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลยทราบมิได้กำหนดให้จำเลยแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาตามกฎหมายด้วยเป็นการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์ แต่เมื่อระยะเวลาล่วงเลยมาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว การที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมเห็นสมควรไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ขอเลื่อนอ้างว่าป่วยการที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ยังมีพยานปากอื่นที่สามารถนำมาเบิกความไปพลางก่อนได้และทนายโจทก์ก็ไม่มาศาลในวันนั้น ส่อให้เห็นว่าโจทก์เจตนาประวิงคดีนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพยานปากอื่นของโจทก์และทนายโจทก์มาหรือไม่มาศาลนั้นหาใช่เหตุที่จะนำมาพิจารณาสมควรให้เลื่อนคดีเพราะคู่ความอ้างเหตุป่วยเจ็บไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ไม่ชอบนั้นเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี …
- ฎีกาที่ 1929/2537
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ว. ในตำแหน่งพนักงานของโจทก์ สาขานครราชสีมา ต่อมาโจทก์แต่งตั้งให้ ว.เป็นผู้จัดการของโจทก์ สาขาสีคิ้ว โจทก์ยอมรับจำเลยที่ 1 ให้เข้ามาทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ว. ในตำแหน่งผู้จัดการสาขาสีคิ้ว แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 ผูกพันตามสัญญาค้ำประกันต่อไป ถือว่าสัญญาค้ำประกันถูกยกเลิกโดยปริยาย
- ฎีกาที่ 1929/2537
จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ว.ในตำแหน่งพนักงานของโจทก์ สาขานครราชสีมา ต่อมาโจทก์แต่งตั้งให้ ว.เป็นผู้จัดการของโจทก์ สาขาสีคิ้ว โจทก์ยอมรับจำเลยที่ 1 ให้เข้ามาทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ ว.ในตำแหน่งผู้จัดการ สาขาสีคิ้ว แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 2ผูกพันตามสัญญาค้ำประกันต่อไป ถือว่าสัญญาค้ำประกันถูกยกเลิกโดยปริยาย
- ฎีกาที่ 193/2537
การที่พยานหลักฐานรวมอยู่ในสำนวนคดีอื่นซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำสำนวนมาผูกรวมกับสำนวนอีกคดีหนึ่ง แต่ยังไม่ได้นำมาผูกรวม มิใช่กรณีเอกสารในสำนวนสูญหายหรือบุบสลายทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีเสร็จสิ้นแล้วย่อมไม่มีกรณีเป็นการขัดข้องต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 53 ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีใหม่
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:193/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า รับฎีกาเฉพาะข้อ 2 ข. ในส่วนฎีกาเฉพาะค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ส่วนฎีกา เฉพาะค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ข้อ 2 ก. เห็นว่าราคาทุนทรัพย์ พิพาทขึ้นสู่ศาลฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาของจำเลยส่วนนี้ และที่จำเลย ฎีกาว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อตรวจดูแล้วก็ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงไม่รับฎีกาส่วนนี้ด้วย จำเลยเห็นว่า ฎีกาข้อ 2 ก. ของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องเอาจากจำเลยนั้น ไม่อาจที่จะกำหนดจำนวนที่แน่นอนถูกต้องได้ โดยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่จำเลย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาข้อ 2 ก. ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 …
- ฎีกาที่ 1931/2537
จำเลยทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินมีโฉนดโดยเสน่หาแก่โจทก์โดยจะนำไปจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินภายในกำหนด 7 วัน แต่เมื่อการให้ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมให้ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่โจทก์ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1932/2537
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา มีเหตุที่ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษาได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 56) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรับชำระสินไถ่ จำนวน 250,000 บาท จากสำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 50267 เล่ม 503 หน้า 67 เลขที่ดิน 535หน้าสำรวจ 1304 ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา จากการขายฝากให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1ที่ 2 ไม่ไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา (อันดับ 50) จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 51) ชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 42) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ แต่ห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ทำนิต …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1935/2537
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางที่ชนะคดี หากได้มีการทำนิติกรรม จำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อภาระติดพันใด ๆ ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่พิพาทในขณะนี้แล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองทรัพย์สิน ของลูกหนี้ (จำเลย) โปรดมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ไว้ก่อน หมายเหตุ ผู้คัดค้านทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 148 แผ่นที่ 2 ถึง 4) คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้อง และแก้ไขคำร้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 โจทก์ฟ้อง ขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด วันที่ 25 กรกฎาคม 2531 และพิพากษาให้ ล้มละลาย วันที่ 28 กันยายน 2532 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สอบสวนแล้วทราบว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2529 จำเลย ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 97342 ตำบลสีกัน (บ้านใหม่) อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ)กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถว 3 ชั้นเลขที่ 310/45 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ค …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1937/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงอันเกี่ยวเนื่องด้วย ศีล ธรรมอันดีงามของประชาชน และความเป็นธรรม โปรดรับฎีกา ของจำเลยไว้พิจารณาด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 80 แผ่นที่ 2) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ลงโทษจำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 75) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 76) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย15 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1940/2537
ความว่า จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่ก็ไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยที่ 1 เห็นว่า ฎีกาที่ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 นายจ้างไม่จำต้องรับผิดไปด้วยนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นสาระแก่คดี และได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบใน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยที่ 1ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกนางสาวอรสาศิริมานพ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 46,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ9.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 25,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2534 และจากต้นเงินจำนวน 2 …
- ฎีกาที่ 1945/2537
การค้ำประกันการทำงานของ ณ. ที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราว เมื่อจำเลยได้ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาค้ำประกันไปยังโจทก์ที่สำนักงานของโจทก์ โดยณ. ในฐานะผู้จัดการของโจทก์ลงลายมือชื่อรับไว้ตั้งแต่วันที่3 กันยายน 2530 ถือว่าการบอกเลิกสัญญาค้ำประกันมีผลทันที โดยไม่จำต้องให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์อนุมัติก่อนฉะนั้นการที่ ณ.เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน2530 และวันที่ 30 ตุลาคม 2530 เป็นวันหลังจากวันที่จำเลยพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด