ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 31 จาก 192
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1963/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท โจทก์ฎีกาโต้แย้ง ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกา ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ไม่รับฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า โจทก์ฎีกาเรื่องการนำรถยนต์ของทางราชการ ไปซ่อมไม่จำเป็นต้องได้รับการมอบหมายหรือแต่งตั้ง เป็นหนังสือก่อน การมอบหมายหรือไม่ก็เหมือนกับการมอบอำนาจ หรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งจำเลยที่ 1เป็นกรม ในรัฐบาลปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ ขัดกับความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน58,257 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2532 เป็นต้นไป …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1964/2537
ความว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว และได้ส่งสำนวน ไปยังศาลชั้นต้น เพื่อนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา และได้มีคำสั่ง ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2537 ว่า ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาจากโจทก์เพิ่มเติมตามจำนวนทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนก่อน หากโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ถูกต้อง ให้ศาลชั้นต้น งดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วส่งสำนวนและคำพิพากษาศาลฎีกา คืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์เห็นว่า เมื่อคดีของโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์และเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องเสียเป็นค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนนับแสนบาท แต่โจทก์เป็นคนยากจน ไม่มีทรัพย์สินและอยู่ในวัยชราภาพอายุย่างเข้า 82 ปีแล้ว อยู่ตัวคนเดียว การเป็นอยู่ต้องอาศัยชาวบ้านและเพื่อนบ้านข้างเคียงเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีปัญญาหาเงินมาเสียเป็นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาได้โจทก์มีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีนี้ต่อไปแล …
- ฎีกาที่ 1965/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในค่าเสียหาย 4 รายการ รายการแรกเป็นค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาทรายการที่ 2 ค่าเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ที่ถูกชน 10,000 บาทรายการที่ 3 ค่าระวางพาหนะ 2,500 บาท และรายการที่ 4 ค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าที่รับขน 41,358 บาท ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวในฎีกาเพียงว่าศาลล่างกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์สูงเกินไปไม่ควรเกิน40,000 บาท นั้นไม่มีรายละเอียดว่ารายการไหนที่มีจำนวนสูงและสูงอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่กล่าวว่าโจทก์ได้รับของที่เสียหายไปแล้ว และทรัพย์สินเสียหายไม่มากนั้นก็ไม่ระบุว่าของหรือทรัพย์สินรายการใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือควรกำหนดให้ต่ำลงมาอีกจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่ารถพิพาทและจำเลยที่ 1 มิใช่รถและลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้ …
- ฎีกาที่ 1965/2537
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในค่าเสียหาย 4 รายการ รายการแรกเป็นค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท รายการที่ 2 ค่าเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ที่ถูกชน 10,000 บาท รายการที่ 3 ค่าระวางพาหนะ 2,500 บาท และรายการที่ 4 ค่าเสียหายเกี่ยวกับสินค้าที่รับขน41,358 บาท ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวในฎีกาเพียงว่าศาลล่างกำหนดค่า-เสียหายให้โจทก์สูงเกินไปไม่ควรเกิน 40,000 บาท นั้นไม่มีรายละเอียดว่ารายการไหนที่มีจำนวนสูงและสูงอย่างไร ถือไม่ได้ว่าเป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาล-อุทธรณ์ภาค 1 และที่กล่าวว่าโจทก์ได้รับของที่เสียหายไปแล้ว และทรัพย์สินเสียหายไม่มากนั้นก็ไม่ระบุว่าของหรือทรัพย์สินรายการใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือควรกำหนดให้ต่ำลงมาอีก จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่ารถพิพาทและจำเลยที่ 1 มิใช่รถและลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้ …
- ฎีกาที่ 1966/2537
คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกันนั้น ในชั้นฎีกาจำเลยฎีกาเฉพาะค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5ไม่ได้เสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาซึ่งเป็นค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ละคนมีสิทธิได้รับไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่
- ฎีกาที่ 1966/2537
คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกันนั้น ในชั้นฎีกาจำเลยฎีกาเฉพาะค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ได้เสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาซึ่งเป็นค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ละคนมีสิทธิได้รับไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่
- ฎีกาที่ 1968/2537
แม้ว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 17 กันยายน2533 เป็นวันสุดท้ายได้เพราะวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คือวันที่ 15 กันยายน 2533 ตรงกับวันเสาร์หยุดราชการ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว การนับระยะเวลาก็ต้องนับติดต่อกันไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันสุดท้ายแห่งกำหนดระยะเวลาเดิมจะเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ คือเริ่มนับหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2533 เป็นวันเริ่มต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้ไว้ก็ตาม แต่เมื่อได้ความจากการวินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยที่ 1ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดจึงถือเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้อุทธรณ์นั่นเอง ปัญหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นย่อมยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินปรับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีได้ โดยมีเง …
- ฎีกาที่ 1968/2537
++ เรื่อง ++++ ++ คดีแดงที่ 1968-1969/2537 ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ แม้ว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 17 กันยายน 2533 เป็นวันสุดท้ายได้เพราะวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คือวันที่ 15 กันยายน 2533 ตรงกับวันเสาร์หยุดราชการ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว การนับระยะเวลาก็ต้องนับติดต่อกันไปโดยไม่ต้องคำนึงว่าวันสุดท้ายแห่งกำหนดระยะเวลาเดิมจะเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ คือเริ่มนับหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2533 เป็นวันเริ่มต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนนี้ไว้ก็ตาม แต่เมื่อได้ความจากการวินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดจึงถือเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้อุทธรณ์นั่นเอง ปัญหาข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นย่อมยุติตามคำ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1969/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เนื่องจากราคาทรัพย์ ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยล้วนแล้วแต่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มีคำสั่งไม่รับฎีกาให้คืนค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย จำเลยเห็นว่า การที่ศาลกำหนดราคาทรัพย์พิพาทโดยไม่ได้แจ้ง ให้โจทก์และจำเลยมาตกลงตีราคาทรัพย์พิพาทเพื่อเป็นทุนทรัพย์ ในคดี ราคาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงไม่อาจนำมาอ้างได้และถือไม่ได้ ว่าคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท และฎีกาจำเลยเป็นเรื่อง เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ประกอบกับฎีกาที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดี ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ได้ยกขึ้น ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83,84) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค …
- ฎีกาที่ 1971/2537
บริษัทในต่างประเทศทำสัญญาตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าแต่ผู้เดียวในประเทศไทย การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัทต่างประเทศดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประกอบกิจการซื้อขายสินค้าในประเทศไทยด้วยตนเองมิได้เป็นลูกจ้างผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้บริษัทผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์จึงไม่มีหน้าทีและความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ทำสัญญาตั้งผู้แทนจำหน่าย จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ทำการแทนหรือทำการติดต่อให้บริษัทดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ
- ฎีกาที่ 1971/2537
การซื้อขายสินค้าของโจทก์มี 2 วิธี วิธีที่ 1 โจทก์สั่งซื้อสินค้าเข้ามาในสต็อกของโจทก์เพื่อขายให้ลูกค้า ส่วนวิธีที่ 2ในกรณีสินค้ามีมูลค่าสูงหรือเสื่อมสภาพง่าย โจทก์จะไม่สั่งซื้อเข้ามาในสต็อก แต่เมื่อมีลูกค้ามาสั่งซื้อ โจทก์ก็จะทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้า แล้วโจทก์จะสั่งซื้อจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศที่มีสัญญาตั้งโจทก์เป็นผู้แทนจำหน่าย (DistributorshipAgreement) เป็นหนังสือโดยให้บริษัทดังกล่าวส่งสินค้าให้กับลูกค้าและลูกค้าชำระราคาให้กับผู้ขายในต่างประเทศโดยตรงแต่โจทก์เป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าให้กับลูกค้าเอง โจทก์มีอิสระในการขาย ถ้าสินค้าที่ขายชำรุดบกพร่องโจทก์ต้องรับผิดต่อลูกค้าโจทก์ดำเนินธุรกิจซื้อขายด้วยทุนของตนเอง หากมีการขาดทุนหรือมีกำไรก็ตกเป็นของโจทก์ นอกจากนี้ใบกำกับสินค้าในการซื้อขายตามวิธีที่ 2 นี้ก็ยังออกในนามของโจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ประกอบกิจการซื้อขายสินค้าในประเทศไทยด้วยตนเ …
- ฎีกาที่ 1971/2537
บริษัทในต่างประเทศทำสัญญาตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าแต่ผู้เดียวในประเทศไทย การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัทต่างประเทศดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์ประกอบกิจการซื้อขายสินค้าในประเทศไทยด้วยตนเองมิได้เป็นลูกจ้างผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อให้บริษัทผู้ขายในต่าง-ประเทศ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษี-เงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎากร มาตรา 76 ทวิ การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ทำสัญญาตั้งผู้แทนจำหน่าย จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ทำการแทนหรือทำการติดต่อให้บริษัทดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนบริษัทต่างประเทศตามประมวลรัษฎกร มาตรา 76 ทวิ
- ฎีกาที่ 1978/2537
ผู้ตายไม่ได้ลงลายมือชื่อในพินัยกรรมต่อหน้าพยานทั้งสองคนแม้ขณะพยานทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นพยาน ผู้ตายและพยานทั้งสองจะอยู่พร้อมหน้ากันก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ พินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 ผู้คัดค้านในฐานะผู้รับพินัยกรรมจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายไม่มีสิทธิขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1979/2537
ความว่า ผู้ร้องฎีกา มีทางชนะคดี เนื่องจากที่พิพาทเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเทพสัมฤทธิ์วิทยา หากมีการบังคับคดีในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องและเด็กนักเรียน โปรดมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 82) กรณีเป็นชั้นร้องขัดทรัพย์ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1568 แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่พิพาทมิใช่กรรมสิทธิของจำเลย ผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอยู่ด้วยในเนื้อที่ 1 ไร่โดยผู้ร้องกับจำเลยได้ทำสัญญาแบ่งแยกและต่างเข้าครอบครอง ทำประโยชน์เป็นส่วนสัด การที่จำเลยนำที่ดินส่วนของผู้ร้อง ไปจำนองไว้กับโจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอม การจำนอง จึงไม่ผูกพันที่ดินส …
- ฎีกาที่ 1987/2537
หลักปฏิบัติในการบังคับคดีตามที่ ป.วิ.พ. บัญญัติไว้เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ มิได้มีข้อกำหนดว่าการยึดทรัพย์จะต้องกระทำต่อหน้าเจ้าของทรัพย์และหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์พิพาทแล้วก็ปิดประกาศการยึดไว้ ณ ที่ยึดซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยทราบถึงการยึดทรัพย์โดยชอบแล้ว การยึดทรัพย์พิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมาย การประเมินราคาทรัพย์พิพาทเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินโดยอาศัยหลักเกณฑ์เทียบเคียงกับราคาประเมินของกรมที่ดินและยังจัดให้สำนักงานวางทรัพย์กลางทำการประเมินอีกครั้งหนึ่งก็ได้ราคาใกล้เคียงกัน ราคาทรัพย์ที่พนักงานบังคับคดีประเมินไว้จึงมิได้เกิดจากการสมคบกับโจทก์กดราคาให้ต่ำลง ประกอบกับในการขายทอดตลาดก็ไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูลทรัพย์พิพาทมีการสมคบกันกดราคาลง การขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1987/2537
หลักปฏิบัติในการบังคับคดีตามที่ ป.วิ.พ.บัญญัติไว้เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ มิได้มีข้อกำหนดว่าการยึดทรัพย์จะต้องกระทำต่อหน้าเจ้าของทรัพย์และหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์พิพาทแล้วก็ปิดประกาศการยึดไว้ ณ ที่ยึดซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ถือได้ว่าจำเลยทราบถึงการยึดทรัพย์โดยชอบแล้ว การยึดทรัพย์พิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมาย การประเมินราคาทรัพย์พิพาทเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินโดยอาศัยหลักเกณฑ์เทียบเคียงกับราคาประเมินของกรมที่ดินและยังจัดให้สำนักงานวางทรัพย์กลางทำการประเมินอีกครั้งหนึ่งก็ได้ราคาใกล้เคียงกัน ราคาทรัพย์ที่พนักงานบังคับคดีประเมินไว้จึงมิได้เกิดจากการสมคบกับโจทก์กดราคาให้ต่ำลง ประกอบกับในการขายทอดตลาดก็ไม่มีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าการประมูลทรัพย์พิพาทมีการสมคบกันกดราคาลง การขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1988/2537
จำเลยที่ 1 ได้รับทุนการศึกษาภายใต้แผนโคลัมโบ ซึ่งเป็นทุนที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบให้แก่รัฐบาลไทยเพื่อคัดเลือกบุคคลไปศึกษา รัฐบาลไทยจึงมีส่วนได้เสียในทุนดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยมีอำนาจหน้าที่ดูแลรับผิดชอบ เมื่อจำเลยที่ 1เป็นผู้สอบคัดเลือกได้และได้ทำสัญญาการรับทุนกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญา จำเลยที่ 2 ผู้ทำสัญญาค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จึงต้องรับผิดตามข้อความในสัญญาที่ทำไว้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและไม่ยอมชดใช้เงินตามข้อตกลงในสัญญา จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขณะทำสัญญา ผ. เป็นอธิบดีกรมโจทก์ ได้มีคำสั่งมอบหมายให้ ช. รองอธิบดีรักษาราชการแทน ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 เรื่อง ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ข้อ 44 วรรคแรกบัญญัติให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ที่ตนแทน ช.จึงมีอำนาจมอบให้ ช. ซึ่งเ …
- ฎีกาที่ 1988/2537
กรมโจทก์มี ผ.เป็นอธิบดีผ.มีคำสั่งมอบให้ช.รองอธิบดีรักษาราชการแทน ช.จึงมีอำนาจเช่นเดียวกับผ. ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ข้อ 44 วรรคแรก และ ช.มีอำนาจมอบให้ข้าราชการของโจทก์ ลงชื่อในสัญญารับทุนและสัญญาค้ำประกันแทนโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับทุนจากโจทก์ไปศึกษายังต่างประเทศโดยสัญญาว่าเมื่อสำเร็จแล้วจะกลับมารับราชการในส่วนราชการที่โจทก์กำหนดมีกำหนดระยะเวลา 2 เท่า แม้ระหว่างศึกษาจำเลยที่ 1จะยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการก็ตาม แต่มิใช่เป็นการเข้ารับราชการหรือปฏิบัติราชการตามความหมายในสัญญารับทุน จำเลยที่ 1จึงไม่อาจนำเวลาที่ลาไปศึกษามารวมกับเวลาที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการจริงภายหลังสำเร็จการศึกษาได้ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดและต้องรับผิดในดอกเบี้ยต่อโจทก์เพียงใด ผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1989/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536โจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก 15 วัน จึงครบกำหนด ยื่นฎีกาในวันที่ 25 ธันวาคม 2536 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ให้คืน ค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า การที่ทนายโจทก์ไม่สามารถยื่น คำร้องขอ ขยายระยะเวลายื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกานั้น ก็เพราะ ทนายโจทก์ได้เกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้ข้อเท้าหลุดและหัก ไม่สามารถเดินได้ และภูมิลำเนาที่โจทก์อาศัยอยู่ก็เป็นถิ่นทุรกันดารการคมนาคมไม่สะดวกไม่สามารถติดต่อกับโจทก์หรือ บุคคลอื่นให้ยื่นฎีกาแทนได้นั้น ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอย่างยิ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23โปรดมีคำสั่งอนุญาตรับฎีกาของโจทก์ไว้เพื่อศาลฎีกาจะได้พิจารณา พิพากษาต่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1989/2537
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ของโจทก์ เพราะโจทก์ยื่นฎีกาพ้นกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาต มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาที่จะต้องยื่นคำร้อง อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาล ได้มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบด้วยมาตรา 247,252 โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง ดังกล่าวตามปกติต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 223 ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก 15 วัน จึงครบกำหนดยื่นฎีกา ในวันที่ 25 ธันวาคม 2536 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลา ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2537 ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ให้คืน ค่าขึ้นศาลทั้งหมด โจทก์เห็นว่า การที่ทนายโจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาภาย …