ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 7 จาก 192
- ฎีกาที่ 1189/2537
แม้จำเลยจะมีพวกน้อยกว่า แต่จำเลยกับพวกมีทั้งอาวุธปืนและอาวุธมีด น่าจะเป็นเหตุให้จำเลยกับพวกไม่ได้เกรงกลัวโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย การทะเลาะวิวาทระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการสมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจอ้างเรื่องป้องกันตัวมาเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้ว่าในระหว่างวิวาทกันนั้นจำเลยอาจเพลี่ยงพล้ำไปบ้างก็ตาม และกรณีที่โจทก์ร่วมกับผู้เสียหายฝ่ายหนึ่ง และจำเลยกับพวกอีกฝ่ายหนึ่งได้เกิดวิวาททำร้ายกัน และจำเลยใช้อาวุธปืนพกที่ติดตัวไปยิงโจทก์ร่วมกับพวกและใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายเช่นนี้เป็นคนละกรณีกับเรื่องชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพราะกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ใดร่วมกับใครทำร้ายโจทก์ร่วมและการที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงโจทก์ร่วมกับพวก กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมและพลาดไปถูกผู้อื่น ถือว่าจำเลยมีเจตนาฆ่า
- ฎีกาที่ 119/2537
แม้คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจะเป็นพยานบอกเล่าแต่พยานบอกเล่าก็หาได้ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเสียทีเดียวไม่ ศาลชอบที่จะนำพยานบอกเล่าไปรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ ในทำนองเดียวกันคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็หาใช่จะต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยเสียทีเดียวก็หาไม่ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การซัดทอดจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อให้ตนเองพ้นผิดหรือได้รับประโยชน์จากการซัดทอดนั้นแต่อย่างใดศาลล่างทั้งสองจึงชอบที่จะนำคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 2ไปฟังประกอบพยานแวดล้อมและพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้เช่นเดียวกัน
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:119/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 จึงไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ได้โต้แย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวจำเลยไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับไม่มีอำนาจสอบสวนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 12(1),18 วรรคสอง,62,81และ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2526) มาตรา 4 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91เรียงกระทงลงโทษ รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งฐานเข้ามาในราชอาณาจักร โดยผิดกฎหมายจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,400 บาทฐานอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือนปรับ 1,400 บาท รวมจำคุก 2 เดือนปรับ 2, …
- ฎีกาที่ 1191/2537
พวกโจทก์ร่วมและพวกจำเลยต่างสมัครใจเข้าทำร้ายซึ่งกันและกันในทันทีทันใด โดยมิได้นัดหมายว่าผู้ใดจะกระทำการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าพวกจำเลยเตรียมอาวุธมาแต่แรกเพื่อจะก่อเหตุ การที่จำเลยที่ 2ใช้มีดแทงฆ่าผู้ตายและจำเลยที่ 4 ใช้มีดแทงพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 4 มีความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 4 ทำร้ายพวกโจทก์ร่วมมาแต่ต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3ย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสี่ที่ได้ทำร้ายพวกโจทก์ร่วมนั้นก็โดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลดังกล่าวทุกคนไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นใคร ลักษณะของเจตนากระทำความผิดจึงเป็นอันเดียว เกิดขึ้นในวาระเดียวกันและต่อเนื่องกันตลอดแม้กระทำหลายครั้งต่อหลายบุคคลก็อยู่ภายในเจตนาเดียวกันนั้นมิใช่หลายเจตนาการกระ …
- ฎีกาที่ 1191/2537
จำเลยทั้งสี่ได้ทำร้ายผู้ตาย โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 และส.โดยมีเจตนาที่จะทำร้ายบุคคลดังกล่าวทุกคนไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นใครลักษณะของเจตนากระทำความผิดจึงเป็นอันเดียวเกิดขึ้นในวาระเดียวกันและต่อเนื่องกันตลอด แม้กระทำหลายครั้งต่อหลายบุคคลก็อยู่ภายในเจตนาเดียวกันนั้น มิใช่หลายเจตนา การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน จำเลยทั้งสี่ฝ่ายหนึ่ง ผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 กับ ส.อีกฝ่ายหนึ่งสมัครใจวิวาททำร้ายซึ่งกันและกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหาย ว.ภริยาผู้ตาย จึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายด้วยดังนั้น ว.และโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1193/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริงและต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเป็น กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 33) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 62 ตรี,106 ตรี พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง,157 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 มาตรา 8,28ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคห …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1194/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบแต่ประการใด เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง นอกจากนี้ฎีกาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อกฎหมายอันเป็น สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ซึ่งข้อกฎหมายที่จำเลย ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกานั้นจำเลยไม่ได้กล่าวอ้างไว้ตั้งแต่ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด ที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างนั้นเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจบังคับไว้ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบตามที่กฎหมาย กำหนดไว้ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจนำมาลงโทษ จำเลยได้ และแม้จำเลยจะมิได้คัดค้านคำฟ้องของโจทก์ไว้ จำเลยก็มีสิทธิในการหยิบยกเป็นข้อกฎหมายฎ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1195/2537
ความว่า โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่าเป็นอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางขัดต่อ เจตนา หรือความประสงค์ของโจทก์และจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 และขัดต่อ กฎหมายวิธีสบัญญัติอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชน โดยหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาตัดสินคดีของ โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้ง ๆ ที่ จำเลยไม่ได้นำ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมาสืบและหรือแสดงต่อศาล แต่อย่างใด ว่ากรณีการกระทำอย่างใดเป็นกรณีร้ายแรง แต่ศาลแรงงานกลางกลับตัดสินคดีว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำ ที่ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรง การที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดอย่างร้ายแรง จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้โจทก์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับ ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยหาได …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1196/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง พิเคราะห์ฎีกาของจำเลยแล้ว เป็นฎีกาที่ โต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยฎีกาเพื่อขอความปรานีได้โปรดมี คำพิพากษาให้รอการลงโทษแก่จำเลยเท่านั้นอีกทั้งยังมิได้ เข้าลักษณะอันเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลแต่ประการใด โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43,78,157,160 วรรคแรก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300,390,91ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 3 เดือน ฐานขับรถก่อให้เกิดความ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:120/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อฎีกา ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และคดีนี้ที่จำเลยฎีกาขอให้ ยกฟ้องโจทก์ อันเป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทในขณะยื่นฟ้องจึงต้องห้ามฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248วรรคสองส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้พิพากษาตามฟ้องแย้งจำเลยมีคดี มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกจึงไม่รับฎีกาของจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่18 ตุลาคม 2536ขอให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและจำเลยได้ยื่นคำร้องลงวันที่21 ตุลาคม 2536 ขอให้อธิบดีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ว่า การขอให้อ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1200/2537
ความว่า โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา โจทก์ทั้งสองเห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทโฉนดที่ 7265 ตามเอกสาร จ.10 มิใช่ทรัพย์มรดกของ นางชื่น เป็นการวินิจฉัยขัดแย้งกับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาล ต้องรับไว้พิจารณา และการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษา ของศาลนั้น เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์และเป็นการฟ้องขอ ให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมฎีกาได้ ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 151/2533 ที่พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7265 ตำบลโรงช้างอำเภอพรหมบุรีจังหวัดสิงห์บุรีเป็นกรรมสิทธิ์ขอ …
- ฎีกาที่ 1203/2537
ขณะที่จำเลยทราบว่าภรรยาจำเลยถูกผู้เสียหายปลุกปล้ำกระทำชำเรานั้น จำเลยไม่ได้แสดงอาการโกรธหรือจะทำร้ายผู้เสียหายแต่ได้ออกไปหาปลาร่วมกับผู้เสียหายโดยมีเวลานานถึง 3 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงได้ใช้มีดฟันทำร้ายผู้เสียหายจึงมิใช่เป็นการกระทำต่อผู้ถูกข่มเหงในขณะนั้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72
- ฎีกาที่ 1203/2537
การจะอ้างว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะนั้น นอกจากจะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้วยังต้องกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นด้วย แม้การที่ผู้เสียหายเป็นชู้กับภรรยาจำเลยจะเป็นการข่มเหงจำเลยซึ่งเป็นสามีอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก็ตามแต่การที่จำเลยทราบเรื่องจากภรรยาแล้วภายหลังจากนั้นเป็นเวลานานถึง 3ชั่วโมง จึงได้ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายนั้น การกระทำของจำเลยมิใช่การกระทำในขณะกระชั้นชิดต่อเนื่องยังไม่ขาดตอน จึงมิใช่การกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
- ฎีกาที่ 1205/2537
แม้โจทก์จะไม่ใช่ทายาทของเจ้ามรดก แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อฝากทรัพย์พิพาทจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดก โจทก์จึงย่อมมีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกเช่นกันได้ แม้ผู้ร้องสอดที่ 2 ถึงที่ 5 จะไม่ทราบเรื่องจำเลยนำทรัพย์พิพาทไปขายฝากให้โจทก์ก็ไม่ทำให้สิทธิดังกล่าวของโจทก์เสียไป
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1207/2537
ความว่า จำเลยฎีกา มีทางชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 236) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสาร หมาย จ.ล.1 บริเวณเส้นสีดำประ เขียวเนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน17 ตารางวา เป็นของโจทก์ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขอ นอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว(อันดับ 231,230) ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้คุ้มครองประโยชน์โดยห้ามโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์ (อันดับ 210) คำสั่ง คำร้องของ จำเลยพอแปลได้ว่า จำเลยขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 พิเคราะห์แล้วเห็นเป็นการสมควร จึงห้ามโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบ
- ฎีกาที่ 1209/2537
โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2531โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน2 ฉบับ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2518 ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืนมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้อง จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่2 มีนาคม 2532 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันชี้สองสถาน จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพิ่มข้อต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปี ดังนี้เห็นได้ว่าวันที่โจทก์ยื่นฟ้องและวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1กู้เงินโจทก์ปรากฏอยู่ในฟ้องแล้ว และจำเลยทั้งห้าทราบมาแต่แรกที่ได้รับสำเนาฟ้องแล้วว่าการกู้เงินตามที่กล่าวในฟ้องเป็นการกู้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืน ซึ่งอายุความฟ้องร้องย่อมเริ่มนับทันทีที่โจทก์ให้กู้ไป จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าอาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อเพิ่มเติมข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขา …
- ฎีกาที่ 1209/2537
โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2531 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2518ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืน มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้อง จำเลยทั้งห้ายื่นคำให้การแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2532ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันชี้สองสถาน จำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพิ่มข้อต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปีดังนี้ เห็นได้ว่าวันที่โจทก์ยื่นฟ้องและวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ปรากฏอยู่ในฟ้องแล้ว และจำเลยทั้งห้าทราบมาแต่แรกที่ได้รับสำเนาฟ้องแล้วว่าการกู้เงินตามที่กล่าวในฟ้องเป็นการกู้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืน ซึ่งอายุความฟ้องร้องย่อมเริ่มนับทันทีที่โจทก์ให้กู้ไป จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งห้าอาจยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อเพิ่มเติมข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก …
- ฎีกาที่ 121/2537
จำเลยเพียงแต่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ยังไม่ได้เอารถออกเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว เมื่อกระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายเข้ามากอด เอาไว้ทำให้จำเลยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์
- ฎีกาที่ 121/2537
จำเลยมีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แต่จำเลยเพียงแต่นั่งคร่อม ยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว หากแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายเข้ามากอดเอาไว้ ทำให้จำเลยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์
- ฎีกาที่ 121/2537
จำเลยมีเจตนาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แต่จำเลยเพียงแต่นั่งคร่อม ยังไม่ได้เอารถออก จึงเป็นการลงมือลักทรัพย์แล้ว หากแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายเข้ามากอดเอวไว้ ทำให้จำเลยเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์