ปี พ.ศ.: 2537
3,840 รายการ · หน้า 9 จาก 192
- ฎีกาที่ 1229/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นให้ลงโทษปรับสถานเดียวจึงเป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กล่าวถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวหา และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นว่า โจทก์จบด๊อกเตอร์ได้เพราะจำเลยเป็นผู้ส่งเสียทั้งหมด พอจบออกมาก็ไล่เตะลูกเมียทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาเมียใหม่ เมียคนแรกถูกหลอกเกือบหมดแล้วคนที่สองถูกหลอกเกลี้ยงตัวเลย นั้น น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
- ฎีกาที่ 1229/2537
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะโทษเป็นให้ลงโทษปรับสถานเดียว จึงเป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ไข-เล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กล่าวถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวหา และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคแรก ข้อความที่จำเลยกล่าวต่อหน้าบุคคลอื่นว่า โจทก์จบด๊อกเตอร์ได้เพราะจำเลยเป็นผู้ส่งเสียทั้งหมด พอจบออกมาก็ไล่เตะลูกเมีย ทิ้งลูกทิ้งเมียไปหาเมียใหม่ เมียคนแรกถูกหลอกเกือบหมดตัว คนที่สองถูกหลอกเกลี้ยงตัวเลย นั้น น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1231/2537
ความว่า จำเลยทั้ง สี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ด้วย จึงเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาที่ตัดสินใจให้โจทก์ ชนะคดีตามทุนทรัพย์ที่มีในศาลชั้นอุทธรณ์ ที่จำเลยทั้งสี่ เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท จึงไม่ถูกต้องให้จำเลย ทั้งสี่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มให้ครบก่อนภายใน 7 วัน แต่จำเลยทั้งสี่ ไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่ รับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่เห็นว่า คำฟ้องในคดีแพ่ง ศาลจะพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อ 2.1 กล่าวในเชิงโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ดังนั้นแม้ศาลฎีกาจะเห็นด้วยก็พิพากษาให้ไม่ได้ ส่วนประเด็นเรื่องจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเพียงฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลย …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1233-1234/2537
ความว่า โจทก์ฎีกา มีทางชนะคดี หากแต่ศาลฎีกาจะพิจารณา พิพากษาคดีต้องใช้เวลานาน ประกอบกับจำเลยทั้งสองได้ฟ้องโจทก์ ในสำนวนคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและทำการอายัดที่ดิน พิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำที่ดินไปโอนขายให้บุคคลภายนอกได้ ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้ถอนการอายัดที่ดินพิพาทแล้ว ในกรณีนี้ หากจำเลย ทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจำหน่ายจ่าย-โอนให้บุคคลภายนอกแล้ว เมื่อศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีก็ไม่มีทรัพย์พิพาท ที่จะให้บังคับตามคำพิพากษาได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวและอาศัยสิทธิ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264ขอศาลได้โปรดกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยขอศาลได้โปรดมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยให้มีหนังสืออายัดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินไว้ก่อนจนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา หรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น หมา …
- ฎีกาที่ 1235/2537
สัญญาเช่าซื้อระบุว่า ในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบ หมายความว่าผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระตามสัญญาจนครบ เพราะมิได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆดังกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่สูญหาย และข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
- ฎีกาที่ 1236/2537
โจทก์ใช้ทางพิพาทโดย ส. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินยินยอมให้ใช้ เมื่อเป็นการใช้โดยเจ้าของที่ดินยินยอม แม้จะเป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่ได้ภารจำยอม โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขออุทธรณ์ของโจทก์เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว ก็ต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสี่ได้สิทธิภารจำยอมบนถนน จะมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนกำแพงออกจากถนนพิพาทได้หรือไม่ และตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ได้สิทธิภารจำยอมบนถนนพิพาทขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนกำแพงออกไป และในอุทธรณ์ของโจทก์ก็มีคำขอให้พิพากษาตามฟ้องของโจทก์ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงมิได้พิพากษาเกินคำขอ
- ฎีกาที่ 1236/2537
โจทก์ใช้ทางพิพาทโดย ส.เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินยินยอมให้ใช้ เมื่อเป็นการใช้โดยเจ้าของที่ดินยินยอม แม้จะเป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่ได้ภาระจำยอม โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขออุทธรณ์ของโจทก์เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้ว ก็ต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อต่อไปว่าโจทก์ทั้งสี่ได้สิทธิภาระจำยอมบนถนน จะมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนกำแพงออกจากถนนพิพาทได้หรือไม่ และตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมบนถนนพิพาท ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนกำแพงออกไป และในอุทธรณ์ของโจทก์ก็มีคำขอให้พิพากษาตามฟ้องของโจทก์ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงมิได้พิพากษาเกินคำขอ
- ฎีกาที่ 1238/2537
ตึกพิพาทโจทก์ได้ซื้อสิทธิการเช่าของจำเลยที่ได้ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนาที่ยังไม่หมดอายุการเช่าจากการขายทอดตลาดที่จำเลยถูกบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 497/2531 ของศาลชั้นต้นแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่าสิทธิการเช่าตึกของจำเลยต่อกรมการศาสนาตามสัญญาที่จำเลยทำต่อกรมการศาสนานั้นโจทก์ได้มาจากการขายทอดตลาดโดยการบังคับคดีของศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 497/2531ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อไป โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ส่วนเรื่องที่โจทก์ได้สิทธิการเช่าตึกพิพาทจากจำเลยมาแล้วจะเข้าอยู่ในตึกพิพาทได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างกรมการศาสนากับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับสิทธิการเช่าที่โจทก์ได้มาโดยการขายทอดตลาดตามวิธีการบังคับคดีแต่ประการใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทได้ตามกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1238/2537
โจทก์ได้ซื้อสิทธิการเช่าตึกของจำเลยที่ได้ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนาที่ยังไม่หมดอายุการเช่าจากการขายทอดตลาดที่จำเลยถูกบังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ได้สิทธิการเช่าตึกตามสัญญาที่จำเลยทำต่อกรมการศาสนามาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อไป โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้
- ฎีกาที่ 1238/2537
ตึกพิพาทโจทก์ได้ซื้อสิทธิการเช่าของจำเลยที่ได้ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนาที่ยังไม่หมดอายุการเช่าจากการขายทอดตลาดที่จำเลยถูกบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 497/2531 ของศาลชั้นต้นแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่าสิทธิการเช่าตึกของจำเลยต่อกรมการศาสนาตามสัญญาที่จำเลยทำต่อกรมการศาสนานั้นโจทก์ได้มาจากการขายทอดตลลาด โดยการบังคับคดีของศาลชั้นต้น ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 497/2531 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อไป โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ส่วนเรื่องที่โจทก์ได้สิทธิการเช่าตึกพิพาทจากจำเลยมาแล้วจะเข้าอยู่ในตึกพิพาทได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องระหว่างกรมการศาสนากับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับสิทธิการเช่าที่โจทก์ได้มาโดยการขายทอดตลาดตามวิธีการบังคับคดีแต่ประการใดโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาทได้ตามกฎหมาย
- ฎีกาที่ 1239/2537
การอ้างฐานะในการใช้สิทธิต่างกันของโจทก์ทั้งสองที่ทรงสิทธิเดียวกัน หาได้ทำให้ฐานะของการเป็นคู่ความของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลง หรือต่างกันไปด้วยไม่ กล่าวคือโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ยังมีฐานะเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์รายเดียวกันกับคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายของคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อนพิพาทกันในประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีก่อน จึงห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองในคดีนี้รื้อร้องฟ้องกันใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
- ฎีกาที่ 1239/2537
คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีอ้างฐานะของความเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในกรณีที่กองทรัพย์สินของ ส. ถูกจำเลยทั้งสองใช้จ่ายไปโดยไม่สุจริต ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนจำเลยทั้งสองออกจากการเป็นผู้อนุบาลของ ส. ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีอ้างฐานะของความเป็นผู้อนุบาลของ ส. ซึ่งเกิดจากคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินส่วนที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้อนุบาลของ ส. นำจากกองทรัพย์สินของ ส. ไปใช้โดยไม่สุจริตคืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้ว่ากล่าวกันในคดีก่อนแล้วการอ้างฐานะในการใช้สิทธิต่างกันของโจทก์ทั้งสองที่ทรงสิทธิเดียวกันเช่นนี้หาได้ทำให้ฐานะของการเป็นคู่ความของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลงหรือต่างกันไปด้วยไม่โจทก์ทั้งสองยังมีฐานะเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์รายเดียวกันกับคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีก่อนและพิพาทกันในประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีก่อน …
- ฎีกาที่ 1239/2537
การอ้างฐานะในการใช้สิทธิต่างกันของโจทก์ทั้งสองที่ทรงสิทธิเดียวกัน หาได้ทำให้ฐานะของการเป็นคู่ความของโจทก์ทั้งสองเปลี่ยนแปลง หรือต่างกันไปด้วยไม่ กล่าวคือโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ยังมีฐานะเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์รายเดียวกันกับคู่ความฝ่ายโจทก์ในคดีก่อน ดังนั้น เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายของคดีนี้เป็นคู่ความรายเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อนพิพาทกันในประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในคดีก่อน จึงห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองในคดีนี้รื้อร้องฟ้องกันใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:124/2537
ความว่า ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2536 ออกไปอีก 20 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2536 เนื่องจากไม่สามารถ ที่จะขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ เพราะเหตุว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังพิมพ์ไม่เสร็จศาลชั้นต้นสั่งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนอ่าน คำอ้างของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ ให้ยกคำร้อง จำเลยเห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำแถลงขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 และได้เพียรพยายามไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของศาล เกือบทุกวัน และมารับได้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2536 ซึ่งเวลาได้ล่วงเวลาการยื่นฎีกาของจำเลยแล้ว ปรากฏตามสำเนาใบขอรับถ่ายเอกสารที่แนบมาท้ายคำร้องนี้ สำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นแนวทางอ้างอิงในการเขียนฎีกาของจำเลย จึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์ พิเศษที่จำเลยไม่สามารถเขียนฎีกาได้ทันภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด เพื …
- ฎีกาที่ 1240/2537
การกระทำความผิดของจำเลยเป็นเพียงแต่การไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของกลางไม่ใช่สิ่งที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ทวิ แห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ศาลสั่งริบของกลางดังกล่าวไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1245/2537
ความว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์สืบทราบว่า จำเลยที่ 2 ยังมีที่ดินอีก 1 แปลง ที่จะต้องยึดมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3290ตำบลบึงบาใต้ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งปัจจุบันได้โอนเป็นชื่อนายปัญจนาถพระเนตร ทางมรดกแล้ว แต่ด้วยเหตุที่จำเลยทั้งสามขอทุเลาการบังคับไว้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว เพื่อรอฟังคำสั่งศาลฎีกา โจทก์จึงไม่อาจดำเนินการกับที่ดินแปลงดังกล่าวได้ในระหว่าง รอคำวินิจฉัยของศาลฎีกา จำเลยอาจจะจำหน่ายหรือโอนเปลี่ยนมือไป จะทำให้โจทก์เสียหายไม่สามารถยึดมาชำระหนี้ได้ โปรดมีคำสั่ง ให้คุ้มครองสิทธิของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อน โดยมีคำสั่งยึด หรืออายัดที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา หมายเหตุ จำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ขอเข้าเป็นคู่ความแทนท …
- ฎีกาที่ 1249/2537
คดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยในคดีนั้นมีสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดยไม่ได้วินิจฉัยหรือพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน คดีก่อนกับคดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีและคำขอบังคับแตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ฎีกาว่าพยานหลักฐานของตนฟังได้ว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์โจทก์ทั้งสองจึงขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
- ฎีกาที่ 1249/2537
คดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดยไม่ได้วินิจฉัยหรือพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดจากกัน คดีก่อนกับคดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีและคำขอบังคับแตกต่างกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1251/2537
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยยังมิได้ดำเนินการบังคับคดี จึงไม่ปรากฏเหตุที่ศาลจะสั่งตามคำร้องของ จำเลย ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับ การวินิจฉัย ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่มีสาระแก่คดีอันควร ได้รับการวินิจฉัยโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณา พิพากษาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ กรณีเป็นชั้นบังคับคดี คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า ข้อ 1.โจทก์และจำเลยจะหาคนมาซื้อที่ดินพิพาทในราคาไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 15,000 บาท หากฝ่ายใดหาคนมาซื้อได้ในราคาที่สูงกว่า ก็ให้ขาย แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด ถ้าไม่สามารถขายได้ตามราคาขั้นต่ำภายใน วันที่ 10 สิงหาคม 2535 ให้ทั้งสองฝ่ายนำที่ดินพิพาท ออกขายทอดตลาดทันทีแล้วนำเงินได้สุทธิจากการขายทอดตลาด แบ่งเป็น 5 ส่วนเท่า ๆ กัน แบ่งแก่นางจาริณีปิยะวัฒน์และจำเลยคนละหนึ่งส่ว …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1252/2537
ความว่า จำเลยฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวนี้ เป็นที่สุดแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาคำสั่งของจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่าเจ้าพนักงาน บังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยมิชอบอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อศาลสูงได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของ จำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 93) คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 5,037,599.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ฯลฯแต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 1343,26555,26556,26557 ตำบลทับเที่ …