ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 18 จาก 241
- ฎีกาที่ 142/2538
ในระหว่างจำเลยที่1ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่1ตกลงหย่าขาดกับภริยาและยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่บุตรย่อมเป็นข้อพิรุธว่าเตรียมจะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินพฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงว่าจำเลยที่1รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบการที่จำเลยที่1รู้จักจำเลยที่2มานานจำเลยที่2รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทในระหว่างจำเลยที่1ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวจึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์โจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา237
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1424/2538
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (สำนวนตอนที่ 2 อันดับ 269) คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระเงินจำนวน 2,705,659.24 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 2,691,281.17 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสอง ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินจำนองและ ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิ ชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมด้วยอุปกรณ์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาโจทก์ ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน โฉนดเลขที่ 515 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาพร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวเลขที่ 138/13-14 บนที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่จำน …
- ฎีกาที่ 1427-1428/2538
ตามใบแต่งทนายความของโจทก์ทนายโจทก์มีอำนาจถอนฟ้องและสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์รวมอยู่ด้วยฉะนั้นทนายโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้
- ฎีกาที่ 1427-1428/2538
ใบแต่งทนายความมีข้อความให้ทนายโจทก์ทั้งสองมีอำนาจถอนฟ้องและสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์รวมอยู่ด้วยทนายโจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ได้
- ฎีกาที่ 143/2538
โจทก์มีพยานที่รู้เห็นขณะเกิดเหตุรวม6ปากเบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่าไม่เห็นใครเป็นผู้ยิงผู้ตายทั้งตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่มีเหตุบ่งชี้ว่าจะเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยประกอบกับขยะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนซึ่งขณะนั้นพยานโจทก์ทั้งหกมีอาการเมาสุรามากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหกจึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าเบิกความไปตามจริงยิ่งกว่าคำให้การชั้นสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายซึ่งเป็นพยานบอกเล่าและจำเลยไม่มีโอกาสได้ซักค้านเมื่อโจทก์ไม่มีพยานอื่นมาประกอบจึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1435/2538
ความว่า โจทก์ทั้งสามฎีกา คดีของโจทก์ทั้งสาม มีมูลที่จะชนะคดี โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ จำเลยแถลงคัดค้าน (อันดับ 217) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 27 หมู่ที่ 2 ตำบลด่านสวีอำเภอสวี จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ของโจทก์ทั้งสามโดยทำที่ดินให้อยู่ในสภาพปกติและให้จำเลย ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ 30,000 บาท จนกว่าจะออกไป จากที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณานายเชื้อ พัฒนธานี ได้ยื่นคำร้องสอด ขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามโดยขอให้ศาลยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ยกฟ้องแย้งของจำเลย และพิพากษาให้ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิ ครอบครองที่ดินพิพาททั้งแปลง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้ (บริเวณเส้นสีเขียว ที่จำเลยนำชี้) เป็นที่ดินจำเลยห้ามมิให้โจทก์และบริวาร เข้าเกี่ยวข้อ …
- ฎีกาที่ 1436/2538
การที่คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลคดีอาญาหมายเลขดำที่1758/2531 ของศาลชั้นต้นเป็นข้อแพ้ชนะในคดีนี้นั้น ไม่ได้หมายถึงผลของคำพิพากษาในศาลชั้นต้น การอ้างเลขคดีของศาลชั้นต้นเป็นแต่เพียงการอ้างผลคดีดำที่คู่ความท้ากันเท่านั้น เมื่อคู่ความท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาย่อมต้องหมายถึงผลคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่ได้ตกลงท้ากัน ให้ถือเอาผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้นการที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยไม่รอผลคำพิพากษาถึงที่สุด และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นการพิพากษาคดีไปโดยไม่ตรงตามคำท้าเป็นการไม่ชอบ แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ของศาลฎีกาปรากฏว่าคดีอาญาที่คู่ความท้ากันนั้น ศาลฎีกาได้พิพากษาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน
- ฎีกาที่ 1441/2538
ข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1357ที่ว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดคู่ความมีสิทธิที่จะนำสืบให้รับฟังเป็นอย่างอื่นและสามารถนำพยานบุคคลมานำสืบหักล้างพยานเอกสารสัญญาจำนองและสัญญาซื้อขายที่ดินที่แสดงการเป็นเจ้าของรวมนั้นได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94
- ฎีกาที่ 1441/2538
ข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1357ที่ว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันนั้นไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดคู่ความมีสิทธิที่จะนำสืบให้รับฟังเป็นอย่างอื่นและสามารถนำพยานบุคคลมานำสืบหักล้างพยานเอกสารได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94
- ฎีกาที่ 1443/2538
ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาไปตามคำท้าของคู่ความมิใช่เป็นกรณีการพิจารณาโดยขาดนัดอันจะเป็นเหตุให้คู่ความร้องขอให้มีการพิจารณาใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา207ถ้าจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจวินิจฉัยไปตามคำท้าก็จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไปจะขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้
- ฎีกาที่ 1443/2538
ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาไปตามคำท้าของคู่ความ มิใช่เป็นกรณีการพิจารณาโดยขาดนัด อันจะเป็นเหตุให้คู่ความร้องขอให้มีการพิจารณาใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ถ้าจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจวินิจฉัยไปตามคำท้า ก็จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไป จะขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1444/2538
ความว่า คดีนี้ ผู้เสียหายและจำเลยตกลงกันได้โดยจำเลยยินยอมผ่อนชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้เสียหายผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ กับจำเลยอีกต่อไปจึงขอถอนคำร้องทุกข์ โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์และจำเลยแถลงไม่คัดค้าน (อันดับ 98) คดีนี้ (คดีหมายเลขดำที่ 7810/2535) ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีหมายเลขดำที่ 7713/2535 ซึ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พุทธศักราช 2534 มาตรา 4 จำคุกจำเลย 9 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7810/2535 ฐานออกเช็คพิพาทจำนวนเงิน 101,533 บาท คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลย หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 6 เดือน ยกฟ้องโจทก์ใน สำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7713/2535 เสีย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 83) จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำ …
- ฎีกาที่ 1445/2538
จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังเช่นจำเลยร่วมจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลย
- ฎีกาที่ 1445/2538
จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังเช่นจำเลยร่วมจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลย
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1445/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยยื่นฎีกา ภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาต แต่ฎีกาของจำเลยเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ศาลไม่รับฎีกาของจำเลย จำเลยเห็นว่า จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทราบเรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่มิได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อ ดำเนินคดีภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัว ผู้กระทำความผิด คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์จึง ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ฎีกาข้อ 3 ของจำเลยว่า คดีนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 83) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เป็นการกระทำหล …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1459/2538
ความว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2538 เมื่อถึงวันนัดจำเลยยื่นคำร้องขอนำเงิน 100,000 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ขอให้ศาลงดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คดีอาญาเลิกกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยว่า สั่งในรายงาน และได้มีคำสั่งเพิ่มเติมว่าจำเลยแถลงด้วยวาจาภายหลังขอฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวและได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังเป็นการ ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ เพราะจำเลยยื่นคำร้อง ดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้น จะต้องส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่ง ศาลชั้นต้น จะสั่งคำร้องดังกล่าวเองไม่ได้ และเงินจำนวน 100,000 บาท นั้นเป็นเงินที่จำเลยนำมาวางเพื่อชำระหนี้โจทก์ตามที่ได้ ตกลงกันไว้เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 โดยไม่มีเ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1461-1462/2538
ความว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมแล้วในวันที่ 21 สิงหาคม 2537 ปรากฏตามสำเนาใบมรณบัตรท้ายคำร้องโดยทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกหรือบุคคลที่ปกครอง และครอบครองทรัพย์มรดกยังมิได้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีสิทธิที่จะขอเข้ามาเป็น คู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ได้ภายใน 1 ปี โจทก์ที่ 1จึงขอกราบเรียนต่อศาลขอได้โปรดเลื่อนการอ่านคำพิพากษา คดีนี้ไปอีก 1 ปี นับจากวันที่โจทก์ที่ 2 ถึงแก่กรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 โปรดอนุญาต หมายเหตุ จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง คดีทั้งสองสำนวนนี้ จำเลยทั้งหกเป็นบุคคลเดียวกันศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกนายสมศรีกุลศรีนอ โจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และนายวรจักร พลนาคู โจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 โจทก์ …
- ฎีกาที่ 1467/2538
จำเลยที่2ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่1และที่2ไม่ได้ว่าจ้างให้โจทก์ทำงานตกแต่งห้องชุดมิได้ให้การว่าโจทก์มิได้ทำงานให้ตามรายการหนึ่งรายการใดคดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทำงานครบถ้วนตามรายการหรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้เพราะไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว จำเลยที่2มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่1ในขณะทำสัญญาว่าจ้างโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่2จ้างโจทก์ในนามของจำเลยที่1จึงผูกพันจำเลยที่2เป็นส่วนตัวดังนั้นการที่ศาลพิพากษาให้จำเลยที่2รับผิดเป็นส่วนตัวจึงไม่เป็นการพิพากษานอกประเด็นเพราะฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ สิทธิเรียกร้องค่าจ้างอายุความ2ปีโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานในกำหนดการที่จำเลยที่2ชำระค่าจ้างบางส่วนให้แก่โจทก์ภายในกำหนดอายุความจึงเป็นเหตุให้ อายุความสะดุดหยุดลงและ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1468/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทและศาลอุทธรณ์ลงโทษไม่เกินกว่านี้ แม้การแก้จากรอการลงโทษเป็นไม่รอเป็นแก้ไขมากก็ตามแต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้เพิ่มเติมโทษจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ไม่รับฎีกานี้ จำเลยเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย ถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการพิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334,91 เรียงกระทงลงโทษ จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท จำเลยให้กา …
- ฎีกาที่ 147/2538
จำเลยที่2และที่3กับพวกล่อลวงผู้ตายและผู้เสียหายมายังที่เกิดเหตุจุดแรกโดยมีเจตนาเพียงทำร้ายร่างกายและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัสแต่ผู้ตายหลบหนีไปได้เสียก่อนการที่จำเลยที่2ที่3และ ฮ. ติดตามไปทันและฆ่าผู้ตายในภายหลังต่อเนื่องกันไปย่อมเห็นได้ว่าเพิ่งมี เจตนาฆ่าผู้ตายในขณะนั้นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่2ที่3และ ฮ.มีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การกระทำของจำเลยที่2และที่3ต่อผู้ตายและผู้เสียหายดังกล่าวเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันแต่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่2และที่3ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา289(4),83เพียงกรรมเดียวเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา297(8)อีกกรรมหนึ่งได้เพราะเป็นการพิพากษา เพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา212ประกอบมาตรา225แต่ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ การที่จำเลยที่2และที่3อุทธรณ์ว่ามิใช่คนร้ายที …