ปี พ.ศ.: 2538
4,817 รายการ · หน้า 30 จาก 241
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1781/2538
ความว่า คดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพกรณีการตายของนายวรวุฒิอนันตกูลนายไพโรจน์ธนังสิทธิ์นายโลมโพธิ์ทองและนายสุชาติไวยคำ ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี โดยอ้างว่าการตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานตำรวจรวม 9 คน คือ พลตำรวจสุนทรหรือแมว ยอดแก้ว กับพวก ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการตรวจค้นจับกุมผู้กระทำผิด และป้องกันตน และตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของ เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้คัดค้านทั้งสี่ได้เป็นโจทก์ฟ้อง พลตำรวจสุนทร ยอดแก้ว กับพวก เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯคดีหมายเลขดำที่ 2408/2537 และประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่ง อนุญาตให้โอนคดีดังกล่าวมาทำการพิจารณาที่ศาลอาญา กรุงเทพมหานคร ตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งสี่แล้ว(คำสั่งคำร้องที่ 2756/2537) ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องของศาลอาญา หากมีการไต่สวนคำร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิก …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1782/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124 ไม่รับฎีกาจำเลย จำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า จำเลยขอโดยสารรถไปยังกรุงเทพมหานครกับนายบุญทัน สุขเสริม เจ้าของรถโดยไม่ทราบว่าในรถมีกัญชา จำเลยไม่ได้มีเจตนา ได้ร่วมกระทำความผิดไม่ครบองค์ประกอบความผิดทางอาญานั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย ไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 97) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7,26 วรรคสอง,76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยกระทำความผิดในขณะที่อายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้วจำคุก 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1783/2538
ความว่า จำเลยฎีกา หากโจทก์ดำเนินการบังคับคดีแล้วจะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง โปรดอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน หมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 94) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากตึกแถวเลขที่ 370-372(เดิม 590/9-10) เลขที่ 374(เดิม 590/11)และเลขที่ 376(เดิม 590/12) ถนนเจริญนครแขวงคลองต้นไทรเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินและตึกพิพาทของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ ในส่วนของตึกแถวเลขที่ 370-372 นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไป และในส่วนของตึกแถว เลขที่ 374 และ 376 นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2534 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและ ตึกพิพาทของโจทก์เสร็จสิ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 87,88) ชั้นอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ แต่ศาลอุทธรณ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1783/2538
การขอทุเลาการบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 231 ต้องเป็นกรณีที่ยังไม่มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้วการที่จำเลยยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับจะถือว่าเป็นการขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาไม่ได้ แต่เป็นกรณีที่จำเลยขอให้งดการบังคับคดีตามมาตรา 292(2) ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่ง
- ฎีกาที่ 1784/2538
ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ.2522มาตรา54(2)ห้ามมิให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์กระทำการให้กู้ยืมเงินเว้นแต่การรับจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกันดังนั้นการที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินโดยมิได้มีการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกันจึงฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวตกเป็นโมฆะ
- ฎีกาที่ 1784/2538
พระราชบัญญัติญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ.2522มาตรา54(2)ห้ามมิให้บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ให้ กู้ยืมเงิน เว้นแต่การรับจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกันการที่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินโดยมิได้มีการ จดทะเบียนจำนองทรัพย์สินลำดับหนึ่งเป็นประกันจึงเป็น โมฆะโจทก์จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1784/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา ของจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณา คดีในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรอง และผู้พิพากษาดังกล่าว รับรองให้ฎีกาได้ แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาฉบับเดิม ตกไปแล้ว เมื่อไม่ยื่นใหม่และคดีพ้นระยะเวลาฎีกา จึงไม่มีเหตุจะส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลยและจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้รับรองฎีกาแล้วจำเลยไม่ได้ ทำฎีกาฉบับใหม่มายื่นต่อศาลเนื่องจากคิดว่าฎีกาฉบับเดิม ยังคงใช้ได้อยู่จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะกระทำความผิดและ มีโอกาสชนะคดี เมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่พิจารณาคดีนี้อนุญาตให้จำเลยฎีกาได้แล้ว เพื่อประโยชน์ แห่งความยุติธรรม โปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระรา …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1784/2538
แม้ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 แล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องภายในกำหนดอายุฎีกา ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้พิจารณาคดีดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดย ที่ จำเลยมิได้ยื่นฎีกาฉบับใหม่เข้ามาอีก เพราะจำเลยเข้าใจว่าฎีกาฉบับเดิมยังคงใช้ได้อยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมย่อมอนุโลมได้ว่าจำเลยยอมถือเอาฎีกาฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2538 เป็นฎีกาของจำเลยต่อไป ดังนั้นเมื่อผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ฎีกาของจำเลยฉบับเดิมก็ยังคงมีผลเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะตรวจฎีกาฉบับเดิมของจำเลยว่าอาจจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223
- ฎีกาที่ 1785/2538
คำว่า"มูลอันจะบอกล้างได้"ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา865วรรคสองคือข้อความในวรรคแรกที่ว่า"ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัยผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิตก็ดีบุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดีรู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาหรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จ" จำเลยทราบว่าผู้ตายเป็นมะเร็งภายหลังจากทำสัญญาประกันชีวิตมิใช่เป็นก่อนหรือขณะทำสัญญากรณียังไม่ทราบมูลที่จะบอกล้างกำหนดระยะเวลาบอกล้างหนึ่งเดือนตามมาตรา865วรรคสองจึงยังไม่เริ่มนับต่อมาจำเลยได้รับรายงานในวันที่3ธันวาคม2528ว่าผู้ตายน่าจะเป็นมะเร็งมาก่อนทำสัญญาแต่ปกปิดไว้จึงเป็นการทราบมูลอันจะบอกล้างได้แล้วเมื่อจำเลยมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมไปยังโจทก์ในวันที่23และ24ธันวาคม2528จึงเป็นการใช้สิทธิบอกล้ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1790/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยยื่นฎีกาเมื่อเลยกำหนดปฏิบัติราชการตามปกติของทางราชการ และพ้นกำหนด ระยะเวลาหนึ่งเดือนแล้ว จึงไม่รับฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยเห็นว่า การที่จำเลยยื่นฎีกาล่วงเลยเวลา ไปเล็กน้อย เนื่องจากมีฝนตกหนักมากในขณะเดินทางมาศาลซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นพฤติการณ์พิเศษจึงต้องถือว่าจำเลยยื่นฎีกาภายในเวลาราชการแล้ว และในประเด็นที่ว่าจำเลยยื่นฎีกาพ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือนแล้ว จำเลยเห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2538 ระยะเวลาหนึ่งเดือนจะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2538 และจะครบกำหนดหนึ่งเดือน ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2538 การที่จำเลยยื่นฎีกาในวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 จึงไม่เกินเวลาหนึ่งเดือน โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วย หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชด …
- ฎีกาที่ 1793/2538
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้มีใจความเพียงว่าจำเลยทั้งสองยอมโอนใบอนุญาตโรงเรียนและเอกสารเกี่ยวกับกิจการโรงเรียนให้แก่โจทก์กับยอมออกจากทรัพย์มรดกภายใน15วันหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามยอมให้บังคับคดีได้ทันทีและหายไม่ยอมโอนใบอนุญาตและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับกิจการโรงเรียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองหรือให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงหาได้มีข้อความว่าถ้าจำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้โจทก์ไม่ครบถ้วนจำเลยทั้งสองต้องชำระเงินจำนวน3,000,000บาทแก่โจทก์เป็นการชดใช้ค่าเสียหายด้วยเลยเช่นนี้หากโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนอันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้นหามีสิทธิขอให้บังคับจำเลยทั้งสองนำเงินจำนวน3, …
- ฎีกาที่ 1793/2538
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองคดีนี้มีใจความเพียงว่า จำเลยทั้งสองยอมโอนใบอนุญาตโรงเรียนและเอกสารเกี่ยวกับกิจการโรงเรียนให้แก่โจทก์กับยอมออกจากทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ยอมให้บังคับคดีได้ทันที และหากไม่ยอมโอนใบอนุญาตและเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับกิจการโรงเรียน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หรือให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง หาได้มีข้อความว่า ถ้าจำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้โจทก์ไม่ครบถ้วนจำเลยทั้งสองต้องชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ เป็นการชดใช้ค่าเสียหายด้วยเลยเช่นนี้ หากโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วนอันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น หามีสิทธิขอให้บังคับจำเลยท …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1794/2538
ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218,219จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่า การที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลยที่ 1ให้มีการรอการลงโทษไว้ 1 ปี นั้น โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1ไม่เคยกระทำความผิดอาญามาก่อน เป็นการวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐาน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน และฎีกาของโจทก์ร่วมที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพโดยสุจริตไม่เคยกระทำผิดอาญามาก่อน การกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องปกติธรรมดา ในการประกอบธุรกิจการค้า และโจทก์ร่วมยังมีสิทธิที่จะ ฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ในทางแพ่งได้ อีกทั้ง พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าไม่ร้ายแรง โดยให้รอการลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ก่อน เป็นการที่ศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐา …
- ฎีกาที่ 1795/2538
พยานบุคคลของโจทก์ได้เบิกความรับรองพยานเอกสารว่ามีอยู่จริงและถูกต้อง แม้พยานโจทก์ที่เบิกความมาจะมิได้รู้เห็นขณะทำพยานเอกสาร แต่พยานเหล่านั้นเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพยานเอกสาร และเมื่อได้ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆแล้ว ก็สามารถรับรองความถูกต้องแท้จริงได้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังพยานบุคคลของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2) ข้อตกลงในหนังสือแต่งตั้งตัวแทนมีสาระสำคัญว่าเมื่อโจทก์ซื้อหลักทรัพย์ตามคำสั่งของจำเลยและออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยภายใน 4 วัน นับแต่วันซื้อจำเลยจะต้องชำระเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายจนครบพร้อมค่าใช้จ่ายและบำเหน็จ มี ส. เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ลงชื่อออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้ให้โจทก์ แม้ ส. จะมิได้รู้เห็นขณะจำเลยลงชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ ส. เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและปฏิบัติการของโจทก์ และได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:1799/2538
ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จึงต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ไม่รับฎีกา จำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยมีความผิดฐาน บุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 หรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้อง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278,295,364,365(1)(3) การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมาย บทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลัง ประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ให้จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎี …
- ฎีกาที่ 18/2538
โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยเข้าไปปั้นคันนาในที่พิพาทแล้วออกไปไม่ยุ่งเกี่ยวกับที่พิพาทอีกระยะเวลาหลังจากนั้นมาจึงมิใช่การครอบครองหรือแย่งการครอบครองตามกฎหมายแม้ต่อมาจำเลยจะเข้าไปตัดฟันต้นชาดจำเลยก็ไม่ได้ครอบครองต่อเนื่องนับจากเข้าไปปั้นคันนาจำเลยมีเจตนารบกวนเพื่อให้โจทก์ดำเนินคดีแต่มิใช่เจตนาครอบครองที่พิพาทเพื่อตนถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองตามกฎหมายเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน50,000บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่ง
- ฎีกาที่ 18/2538
โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยเข้าไปปั้นคันนาในที่พิพาทแล้วออกไปไม่ยุ่งเกี่ยวกับที่พิพาทอีก ระยะเวลาหลังจากนั้นมาจึงมิใช่การครอบครองหรือแย่งการครอบครองตามกฎหมาย แม้ต่อมาจำเลยจะเข้าไปตัดฟันต้นชาด จำเลยก็ไม่ได้ครอบครองต่อเนื่องนับจากเข้าไปปั้นคันนา จำเลยมีเจตนารบกวนเพื่อให้โจทก์ดำเนินคดี แต่มิใช่เจตนาครอบครองที่พิพาทเพื่อตน ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองตามกฎหมาย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:18/2538
ความว่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางสั่งว่า เป็นอุทธรณ์ ข้อเท็จจริง ต้องห้ามจึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า อุทธรณ์ที่ว่า บันทึกข้อตกลงเอกสาร หมาย ล.1 ระหว่างโจทก์และจำเลยมีความหมายว่า โจทก์ไม่ประสงค์ จะเรียกร้องสิ่งใดจากจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับการตีความ ถ้อยคำในเอกสารนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่ง ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 64,66) ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้าจำนวน 6,040 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง ไม่เป็นธรรม 26,650 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 พฤษภาคม 2537) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ดังกล่าว (อันดับ 57) จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 62) คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยยกข้อความซึ่งไม่มี อยู …
- คำสั่งคำร้องที่ คำสั่งคำร้อง:18/2538
อุทธรณ์ของจำเลยยกข้อความซึ่งไม่มีอยู่ในเอกสารขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อความดังกล่าวแสดงว่าเอกสารนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ไม่ประสงค์เรียกร้องสิ่งใดจากจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่บิดเบือนข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
- ฎีกาที่ 180/2538
ฉ. ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินพิพาทแม้ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้ ฉ. ฉ. ก็หาได้เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดฉบับดังกล่าวไม่จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดฉบับดังกล่าวไว้ได้เมื่อ ฉ. ส่งมอบโฉนดฉบับพิพาทให้แก่จำเลยและยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงย่อมมีอำนาจติดตามเอาโฉนดซึ่งเป็นเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินของโจทก์กลับคืนมาได้จำเลยไม่อาจอ้างว่ามีสิทธิยึดหน่วงโฉนดฉบับพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เพราะหนี้เงินกู้มิได้เป็นหนี้ที่เป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวกับโฉนดฉบับพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา241วรรคหนึ่ง