ปี พ.ศ.: 2560
690 รายการ · หน้า 8 จาก 35
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:191/2560
คดีที่ข้าราชการ สังกัดกระทรวงสาธารณสุขยื่นฟ้องผู้บังคับบัญชาเป็นจำเลย โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับราชการตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง ช่วยปฏิบัติราชการที่กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานบริหารกลาง กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การรับผิดชอบควบคุมราชการของจำเลยทั้งสาม ระหว่างวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามในฐานะเจ้าพนักงานเป็นผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติได้ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยการกลั่นแกล้งประวิงเวลาและไม่มีการสั่งการให้ฝ่ายบุคคลดำเนินการตัดโอนตำแหน่งของโจทก์จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุงมาแต่งตั้งและเบิกจ่ายที่กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามที่มีหนังสือขอตัดโอนตำแหน่ง จนโจทก์ไม่อาจได้ร …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:192/2560
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานทางปกครองไว้ แต่หน่วยงานทางปกครองนั้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดี ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เทศบาลเมืองควนลัง จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๕๓ บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาลเมืองมีอำนาจหน้าที่ต้องทำในเขตเทศบาลดังต่อไปนี้ (๑) กิจการตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๕๐... (๗) ให้มีและบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่น... และมาตรา ๕๐ ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เทศบาล …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:193/2560
คดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือร้องเรียนว่ามีการนำที่ดินในแม่น้ำปิงไปออกโฉนดที่ดิน รวม ๘ แปลง จึงได้ร่วมตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ปรากฏว่า ที่ดินที่มีการร้องเรียนได้ออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินทั้ง ๘ แปลง กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ละเลยต่อหน้าที่ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นเพื่อทำการสอบสวนและเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีให้ …
- ฎีกาที่ 1930/2560
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนฟ้องฉบับแรกให้โจทก์ไปทำมาใหม่โดยให้เหตุผลว่า โจทก์เขียนคำฟ้องฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการตรวจฟ้องคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อโจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคสาม การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาใช่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทำฟ้องมายื่นใหม่ตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบ
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:194/2560
คดีนี้เป็นที่เอกชนยื่นฟ้องกรมป่าไม้เป็นจำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์กล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปรื้อถอนผลอาสินที่ปลูกไว้บนที่ดินพิพาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้มีการเดินสำรวจและกันพื้นที่ที่ชาวบ้านได้ทำประโยชน์อยู่ก่อนออกจากพื้นที่ที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โจทก์จึงได้เข้าครอบครองเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี แต่จำเลยอ้างว่าการที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอเพื่อสงวนสิทธิการครอบครองและทำประโยชน์ จึงถือว่าเป็นการสละสิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ กร …
- ฎีกาที่ 1948/2560
โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งได้มาโดยการบังคับจำนองขายทอดตลาด แต่ไม่มีผู้ใดสนใจซื้อ โจทก์จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของโจทก์ ซึ่งการรับโอนดังกล่าวเป็นการจำหน่ายโดยวิธีอื่น ตามมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 218 อันเป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับแก่กรณีปกติทั่วไป การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ ขณะโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ต่อมาโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้า …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:195/2560
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดโดยได้รับมรดกมาจากมารดา ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนที่ดินเป็นสวนป่าเพื่อการค้าเนื่องจากได้ขายต้นไม้สักในที่ดินให้กับผู้ซื้อโดยได้รับเงินบางส่วนแล้ว แต่ถูกอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดอ้างว่า ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ที่ออกมาจากใบจองซึ่งออกให้แก่มารดาผู้ฟ้องคดีมีตำแหน่งอยู่ในเขต "ป่าแม่ปายฝั่งซ้าย" ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะนำมาจัดให้กับประชาชน ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดินกับพวกต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินให้ผู้ถูกฟ้องคดีชด …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:196/2560
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครองว่า ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐาน ส.ค. ๑ มาขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่า ที่ดินอยู่ในเขตทางหลวงซึ่งได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบและไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่ง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเพิกถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินและให้ถอดป้ายแสดงแนวเขตที่ดินสงวนกรมทางหลวงออกไปจากที่ดินแล้วนำไปปักในเขตที่แท้จริง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า หลักฐาน ส.ค. ๑ ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาขอออกโฉนดไม่ถูก …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:197/2560
โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ ๒ เจ้าของที่ดิน น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๓๕๓ ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน และนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ ๒๐.๙ ตารางวา โจทก์คัดค้านการชี้แนวเขตแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ซึ่งรักษาราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ มีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน จึงออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ที่ดิน ๒๐.๙ ตารางวา เป็นที่ดินของโจทก์ เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และให้ออกโฉนดที่ดิน น.ส.๓ ก เลขที่ ๑๓๕๒ เนื้อที่ ๑ งาน ๑๕ ตารางวา ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มี …
- ฎีกาที่ 1979/2560
ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 24 สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนตามมาตรา 23 และมาตรา 23/3 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โดยมาตรา 23/3 บัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิคงเงินทั้งหมดที่มีสิทธิจะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไป ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ลูกจ้างเพื่อสร้างความต่อเนื่องของการออมเงินโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คดีนี้เมื่อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินสะสมด้วยเหตุออกจากงานให้แก่โจทก์ไว้ก่อนศาลมีคำพิพากษา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ใช้สิทธิขอรับเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 23 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นกรณีที่ลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะออกจากงานแล้วใช้สิทธิคงเงินทั้งหมดที่จะได้รับไว้ในกองทุนและคงการเป็นสมาชิกต่อไปตามมาตรา 23/3 เงินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:198/2560
ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินต่อเนื่องกันมาจากบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดินจึงไม่เป็นที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทํานองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการ ครอบครอง ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานอื่นใดที่เชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และบริเวณที่ดินที่ขอออกโฉนดเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแล้ว ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากที่ทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาเป็นที่ดินที่รัฐสงวนไว้เพื่อ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:199/2560
คดีนี้แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดินที่ ๑ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ที่ ๒ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาอ็อง ที่ ๓ ผู้ปกครองท้องที่ หมู่ที่ ๑ ตำบลตาอ็อง ที่ ๔ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ แปลงทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นการทับซ้อนกับที่ดินตาม น.ส. ๓ เลขที่ ๒๗๒ ของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ อ้างว่า ผลการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีปรากฏว่าได้เนื้อที่มากกว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๒๗๒ ซึ่งเนื้อที่ดินที่เกินมานั้นเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ป่าคล็องสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ๔๓๕๒๙ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงได้คัดค้านการรังวัดของผู้ฟ้องคดี ทั้ง …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:2/2560
การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ นั้น จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสองศาลต่างระบบและศาลทั้งสองศาลนั้นมีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้ รับความเป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่า ประเด็นข้อพิพาทและข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครองไม่ใช่ประเด็นเดียวกันและไม่ขัดแย้งกัน คำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการจะรับคำร้องข …
- คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ คำวินิจฉัย(คำสั่ง):20/2560
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลยุติธรรม จำเลยโต้แย้งคัดค้านเขตอำนาจศาลไว้คำให้การว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมจัดทำความเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลตน เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหากคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งก็จะต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานของศาลยุติธรรม แต่การโต้แย้งเขตอำนาจศาลในกรณีนี้เป็นการโต้แย้งไว้ในคำให้การโดยไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นการเฉพาะจึงเป็นการโต้แย้งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ ต้องเป็นกรณีที่ศาลจัดทำความเห็นของตนเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามข้อโต้แย้งที่เริ่มกระบวนการโดยการทำเป็นคำร้องตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง หรือเป็นกรณีที่ศาลที่รับฟ้องเห็นเองว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศ …
- ฎีกาที่ 2026/2560
แม้ผู้ร้องขัดทรัพย์จะมีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์พิพาท แต่ทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความสะดวกในการควบคุมของเจ้าพนักงานเท่านั้น ผู้ร้องขัดทรัพย์มีภาระในการนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์
- ฎีกาที่ 2027/2560
ตามหนังสือรับรอง ระบุว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำเอกสารขึ้นวันเดียวกับวันที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ม. โดยทำต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน มีข้อความว่า โจทก์รับรองว่าเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้เป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ทั้งหนังสือรับรองฉบับนี้มีคำแปลภาษาอังกฤษทุกข้อความ โจทก์ย่อมเข้าใจความหมายทั้งหมด เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารราชการเก็บอยู่ที่สำนักงานที่ดิน บุคคลอื่นสามารถตรวจสอบได้ก่อนทำสัญญาขายฝาก จำเลยที่ 2 ได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วทำให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ระบุในเอกสารได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นสามี อีกทั้งตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับ ม. จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนี้ไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร ซึ่งในสัญญาจำนองก …
- ฎีกาที่ 2043/2560
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง.33) และใบเสร็จรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายสำหรับผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ (แบบ จง.37) โจทก์ได้รับเงินจากคนหางานเพื่อไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล เป็นค่าบริการจัดหางานรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 20,000 บาท และประเทศญี่ปุ่นเป็นค่าบริการจัดหางานรายละ 22,400 บาท ค่าใช้จ่ายรายละ 44,800 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกเก็บจากคนหางานดังกล่าวมิใช่ค่าใช้จ่ายในการจัดหางาน ประกอบกับระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยการกำหนดอัตราค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางาน พ.ศ.2547 ข้อ 9 ก็ระบุว่า ผู้รับอนุญาตจัดหางานจะเรียกหรือรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางานจากคนหางานไม่ได้ ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่า ค่าใช้จ่ายตามแบบ จง.33และแบบ จง.37 เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของคนหางาน ค่าบริการและค่าใช้จ่า …
- ฎีกาที่ 2077/2560
โจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้บุตรสาวโจทก์สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าบุตรสาวโจทก์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:21/2560
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ร่วมกันสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๑๔๐๒๖ โดยโจทก์มิได้ยินยอมยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ การที่จำเลยทั้งสามทำบันทึกยินยอมชดใช้ค่าเสียหายโดยการส่งมอบที่ดินแปลงอื่นให้ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงเป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอน ขนย้ายถนนคอนกรีตที่รุกล้ำรวมทั้งปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ ให้นำหลักโฉนดที่ดินที่สูญหายปักให้เรียบร้อยหรือดำเนินการรังวัดปักหมุดโฉนดที่ดินบริเวณที่ก่อสร้างถนน โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้ชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าขาดประโยชน์รายวัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าที่ดิน พร้อมดอกเ …
- ฎีกาที่ 2103/2560
ขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 วินิจฉัยว่า ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ จึงยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การพิจารณาว่า กรณีจะต้องมีการคืนเงินภาษีตามที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2552 ถึงปีภาษี 2554 หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 วินิจฉัยว่า มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่ง ป.รัษฎากร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 แต่เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรร …