ปี พ.ศ.: 2565
529 รายการ · หน้า 23 จาก 27
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:51/2565
คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้นก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินเ …
- ฎีกาที่ 512/2565
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 โดยอ้างว่า ส. ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ส. ให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ท …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:52/2565
แม้องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืดน้อย ที่ ๑ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืดน้อย ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา ๖๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กตามเส้นทางสาธารณะเดิม ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม ผู้ฟ้องคดีทั้งสามนำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในเขตถนนสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้อ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:53/2565
คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท อ. ที่ ๑ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันการเช่าเหมาของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ตามสัญญาเช่าเหมา หลังสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่า ขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาท โดยให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนในสภาพเรียบร้อยปราศจากการชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงาน …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:54/2565
คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ ธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการมาตรฐานรองรามอินทรา จำนวน ๑,๐๐๐ หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารชุมชน มีกำหนดเวลา ๓ ปี โดยมีหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ ๒ เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย และจำเลยที่ ๑ ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืน และไม่รื้อถอนตู้น้ำดื่มแบบหยอดเหรียญ ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากทรัพย์สินที่เช่า พร้อมย้ายตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ ระงับการนำทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าช่วง และห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดต่อทรัพย์สินที่เช่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหาย และค่าขาด …
- ฎีกาที่ 547/2565
คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้งสามหาจำต้องอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในประเด็นอื่น จำเลยทั้งสามได้กล่าวคำแก้อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามชัดแจ้งและฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:55/2565
คดีที่ บริษัท ซ. จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ผู้คัดค้าน (เทศบาลเมือง) ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เป็นการยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมาตรา ๔๒ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "เมื่อคู่พิพาทฝ่ายใดประสงค์จะให?มีการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให?คู?พิพาทฝ่ายนั้นยื่นคำร?องต?อศาลที่มีเขตอำนาจ..." และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า "ให?ศาลทรัพย์?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางหรือศาลทรัพย์?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศภาค หรือศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่คู?พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทซึ่งได้เสนอต?ออนุญาโตตุลาการนั้น เป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าสัญญาจ้างซึ่งเป็นข้อพิพาทตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลากา …
- ฎีกาที่ 56/2565
ตามสัญญาเช่าระบุว่า ในกรณีสัญญาสิ้นสุดไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารแล้วส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพเรียบร้อยที่ผู้ให้เช่าสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลง หากพ้นกำหนดนี้แล้วผู้เช่าต้องชดใช้ค่าปรับแก่ผู้ให้เช่าในอัตราวันละ 667 บาท สัญญาข้อนี้เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าหากจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าว ยินยอมให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับรายวันจากจำเลยได้ เป็นการตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า เมื่อจำเลยผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดตามข้อตกลงดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดค่าปรับโดยเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนโดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้วลดค่าปรับรายวันเหลือวันละ 450 บาท และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย นับว่าเหมาะสมแล้ว เมื่อจำเลยมิได้ส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาตา …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:56/2565
คดีที่บริษัท อ. จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย ว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างทางรถไฟระหว่างสถานีหัวตะเข้เข้าย่านบรรทุกสินค้าที่ลาดกระบัง (ICD) กรุงเทพมหานคร และโจทก์กับจำเลยตกลงทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาดังกล่าว โจทก์ส่งมอบงานงวดที่ ๗ ถึงงวดที่ ๑๐ และงานเพิ่มเติมให้จำเลยตรวจรับแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟและธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์ แก่กิจการรถไฟ และมีอำนาจที่จะกระทำการ …
- ฎีกาที่ 57/2565
ฎีกาของจำเลยทั้งสองมี 2 ข้อ โดยข้อ 2.1 ระบุว่าปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนข้อ 2.2 ระบุว่าปัญหาข้อกฎหมายเมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฎีกาของจำเลยทั้งสองในคดีส่วนอาญาเพียงว่าผู้พิพากษาศาลดังกล่าวมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยทั้งสอง จึงมีคำสั่งไม่รับ โดยไม่ได้สั่งฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2.2 ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นสั่งรับฎีกาข้อ 2.2 และถึงแม้จะมีความบกพร่องเกี่ยวกับการสอบคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นสอบสวนดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ก็เพียงมีผลต่อน้ำหนักในการรับฟังคำให้การดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลเท่านั้น หาได้ทำให้การสอบสวนเสียไปไม่ ส่วนข้อที่ว่าพนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 ถึงมาตรา 134/4 นั้ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:57/2565
คดีที่ นางสาว ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. โจทก์ที่ ๑ นางสาว ศ. โจทก์ที่ ๒ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร จำเลย ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ช. โจทก์ที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. ได้รับความเสียหายกรณีจำเลยได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของนาย ช. โดยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึงโจทก์ที่ ๑ ในฐานะผู้จัดการมรดกให้ชำระภาษีอากรค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยเรียกชำระจากกองมรดกของผู้ตาย แต่หนังสือดังกล่าวระบุข้อมูลหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ที่ ๑ อันเป็นข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญผิดพลาด เป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน ทำให้หนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเป็นโมฆะ โจทก์ที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ยกเลิกการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งดังกล่าว และมีมติให้จำหน่ายคำอุทธรณ์ออกจากทะเบียน แต่ต่อมาจำเ …
- ฎีกาที่ 576/2565
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ มาตรา 112 อัฏฐารส และ ป.รัษฎากร มาตรา 30 มาตรา 88/5 เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้อุทธรณ์การประเมินที่จะนำคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ มาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในกำหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินกำหนดตามกฎ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:58/2565
คดีที่ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าโท อ. จำเลย ต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ เป็นคดีอาญาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓, ๑๕๗ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖)พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และให้ไต่สวนร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานสอบสวนในคดีนี้ ร้อยตำรวจเอก ป. มีความเห็นว่าคดีนี้เกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่ายและสรุปสำนวนการสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย และส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ ดำเนินคดี กับเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ตายเนื่องจากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป และได้แยกสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการจั …
- ฎีกาที่ 581/2565
การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:59/2565
คดีที่ เอกชนยื่นฟ้องผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงาที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน รื้อถอนป้ายที่ปักไว้ออกจากที่ดินพิพาท ปรับถนนให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหายผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าเตรียมการสงวนป่าคลองทุ่งมะพร้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์เพื่อจัดสร้างฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายการติดตั้งป้ายเตือนห้ามขึ้นเกาะ และการนำเครื่องจักรกลเข้ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:59/2565
3923030661479500คดีที่ เอกชนยื่นฟ้องผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคที่ ๓ ที่ ๑ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือพังงา ที่ ๒ กองทัพเรือ ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ กระทำละเมิดนำรถเครื่องจักรกลเข้าไถปรับที่ดินเป็นทางรถยนต์ และปักแผ่นป้ายขนาดใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน รื้อถอนป้ายที่ปักไว้ออกจากที่ดินพิพาท ปรับถนนให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม และให้ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าเตรียมการสงวนป่าคลองทุ่งมะพร้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เข้าทำประโยชน์เพื่อจัดสร้างฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือ การออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมาย การติดตั้งป้ายเตือนห้ามขึ้นเกาะ และ …
- ฎีกาที่ 590/2565
หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ข้อตกลงในคดีอาญาของศาลจังหวัดนครนายกมีความว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 3 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าวแล้วจะถอนฟ้องไม่ติดใจบังคับคดีในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วในเวลาที่กำหนด เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยและคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอาญาที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในการบังคับคดีแพ่งเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยการยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ข้อตกลงนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:6/2565
คดีนี้กรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และการทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ตามฟ้อง เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์โดยผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ผู้ซื้อ กับบริษัทเอกชน จำเลย ผู้ขาย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ชนิดหาบหาม จำนวน ๖๖ เครื่อง ซึ่งเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในงานของโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าที่ซื้อขายและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้จำเลยเข้าร่วมจัด …
- คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ คำวินิจฉัย(คำสั่ง):60/2565
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด" ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่าได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3299/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 8567/2564 ในคดีที่มีข้อ …
- ฎีกาที่ 609/2565
ปัญหาว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจศาล จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาตรา 22 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดย ป.วิ.อ. มาตรา 2 …