ปี พ.ศ.: 2567
672 รายการ · หน้า 19 จาก 34
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:42/2567
คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลรัตนบุรี จำเลยที่ 1 จะมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีหน้าที่ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 51 (3) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลห้องสุขา แจ้งให้โจทก์รื้อถอนแผงลอยและจะถือเอาพื้นที่ที่โจทก์ได้รับสิทธิมาโดยชอบมาเป็นของตน และการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากบริเวณหน้าอาคารห้องน้ำตลาดสดของจำเลยที่ 1 เพื่อจะนำพื้นที่ของโจทก์ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้พื้นที่แผงลอย …
- ฎีกาที่ 4208/2567
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ ร. มีกำหนดเวลา 10 ปี และเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทั้งมีข้อตกลงว่า หากสัญญาสิ้นสุดแล้วให้ต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี แต่ ร. ถึงแก่ความตายแล้ว ขอให้จำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและเป็นผู้จัดการมรดกของ ร. จดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาเนื่องจากไม่ชำระค่าเช่าและขุดดินโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้โจทก์ชำระค่าเช่า ส่งมอบที่ดินคืน และกลบที่ดินคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีและยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ประเด็นแห่งคดีจึงมีทั้งในส่วนของฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงวินิจฉัยสรุปความว่า สัญญาเช่าที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาที่มีผลบังคับ 10 ปี ซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีเฉพาะในส่วนของฟ้องเ …
- ฎีกาที่ 4209/2567
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระ …
- ฎีกาที่ 4209/2567
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 248 วรรคสาม บัญญัติว่า การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 38 บัญญัติหลักเกณฑ์ที่จะนำมาพิจารณาแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลเทียบกับงานในตำแหน่งข้าราชการอัยการที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยมี พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 9 กำหนดตำแหน่งพนักงานอัยการ และข้อกำหนดคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจัดลำดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2554 ข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระ …
- ฎีกาที่ 4231/2567
จำเลยพูดจาหาเรื่องกับผู้เสียหายและพวกก่อนเกิดเหตุ กรณีมิใช่จำเลยฟันผู้เสียหายเพราะเกิดโทสะเฉพาะหน้า หากแต่เป็นกรณีที่เกิดโทสะและออกจากบ้านที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยจึงเกิดความคิดไปเอาอาวุธมีดดาบเพื่อมาฟันผู้เสียหายภายหลังห่างกันเป็นเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จำเลยต้องคิดไตร่ตรองตัดสินใจอย่างหนักในการตกลงใจกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร
- ฎีกาที่ 4235/2567
จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อควบคุมความประพฤติของจำเลยไว้ เป็นกรณีที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติที่ศาลกำหนดตาม ป.อ. มาตรา 56 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการคุมประพฤติและให้ลงโทษจำคุกที่รอการลงโทษแก่จำเลย และจำเลยอุทธรณ์คำสั่งนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 34 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาไม่ได้ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกามาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
- ฎีกาที่ 4252/2567
แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันร่วมกันให้ใช้ข้อบังคับสำนักงานศาลยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำหรับการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 23 วรรคหนึ่ง อันถือเป็นกรณีที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านต้องผูกพันกระบวนการคัดค้านอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับดังกล่าวก็ตาม แต่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 20 วรรคสอง ตอนต้น หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการวินิจฉัยคำคัดค้านของอนุญาโตตุลาการโดยวิธีการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการข้างต้น หรือเป็นกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง หากการคัดค้านไม่บรรลุผล คู่พิพาทฝ่ายที่คัดค้านย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ และข้อบังคับข้อ 23 หมายความเพียงว่า เป็นที่สุดสำหรับกระบวน …
- ฎีกาที่ 428/2567
แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะจำเลยร่วมกับ บ. ยกถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและ บ. ร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังดังกล่าวบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย บ่งชี้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ บ. เป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมไป
- ฎีกาที่ 429/2567
การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดก็ครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยครอบครองอาวุธปืนของกลางด้วยตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมายในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อนแล้วจึงช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งอาวุธปืนของกลางอันเป็นความผิดฐานรับของโจรก็ไม่ทำให้คำฟ้องขัดแย้งกัน ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนของกลางในคำฟ้อง โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนยี่ห้อใด หมายเลขทะเบียนใด และได้มาอย่างใด ฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว แม้ตามบันทึกคำให้การขอ …
- ฎีกาที่ 4292/2567
คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
- ฎีกาที่ 4292/2567
คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และในกรณีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 221 ไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ แม้พฤติการณ์ที่ ร. และผู้เสียหายได้ร่วมกันทำร้าย ฐ. จนเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตามกฎหมายจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อมีเหตุตามกฎหมายที่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาก็ชอบที่จะหยิบยกพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏในสำนวนขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแ …
- ฎีกาที่ 4295/2567
คดีนี้ จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจ …
- ฎีกาที่ 4295/2567
จำเลยรับจ้างเขียนแบบพร้อมก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้แก่ ส. ผู้บริโภค แม้จะส่งมอบงานล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ตามที่กำหนดในสัญญาก็เป็นเพียงการปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นใดที่ส่อว่ามีการดำเนินกิจการจำเลยไปในทางไม่สุจริต ส่วนการเลิกบริษัทเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะจัดประชุมใหญ่มีมติพิเศษให้เลิกบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1236 (4) แม้จำเลยจะอยู่ระหว่างถูกโจทก์ฟ้องให้ชำระหนี้แก่ ส. ก็ไม่มีข้อห้ามมิให้เลิกบริษัท เพียงแต่ในการเลิกบริษัทจะต้องจัดให้มีการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีจะต้องจัดการทรัพย์สินของจำเลยเอาใช้หนี้แก่ ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้ตามมาตรา 1264 จะแบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยให้ผู้ถือหุ้นได้แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของจำเลยเท่านั้นตามมาตรา 1269 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยร่วมที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี แบ่งคืนทรัพย์สินของจำเลยโดยไม่ได้มีการใช้หน …
- ฎีกาที่ 43/2567
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้น …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:43/2567
คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะ …
- ฎีกาที่ 4300/2567
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยจำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมา 70,393 บาท เต็มตามทุนทรัพย์ชั้นฎีกา จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลมา 35,000 บาท โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลนอกจากนี้ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองต้องชำระในกรณียื่นฎีการ่วมกัน จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสองตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่จำเลยทั้งสองแต่ละคนได้ชำระไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า
- ฎีกาที่ 4302/2567
การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม …
- ฎีกาที่ 4302/2567
การพิจารณาว่าโจทก์จะอุทธรณ์คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 โดยความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดได้บัญญัติบทความผิดไว้ในมาตรา 104 ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 162 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 162 จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม …
- ฎีกาที่ 4317/2567
คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากขาดเจตนาทุจริต แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 ต่อไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 215 เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏอยู่แล้วในสำนวนและเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีได้เอง จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225
- ฎีกาที่ 432-433/2567
แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่ากับราคาที่ดินทั้งสองแปลงตามราคาที่ดินที่คู่ความแถลงรับกันแก่โจทก์ที่ 1 ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง