ปี พ.ศ.: 2568
356 รายการ · หน้า 2 จาก 18
- คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ คำวินิจฉัย(คำสั่ง):14/2568
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและชี้แจงเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาก่อนว่า การเสนอเรื่องของผู้ร้องทั้งห้าเป็นไปตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 หรือไม่ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งห้าไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่มีการลงลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องจากนาย ธ. ผู้มอบอำนาจในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องทั้งห้า และเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้ประสานทางโทรศัพท์แจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อและจัดส่งเอก …
- ฎีกาที่ 145/2568
การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ. …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:15/2568
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท น. จำกัด ที่ 2 นาย อ. ที่ 3 บริษัท ว. จำกัด (มหาชน) ที่ 4 จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของตนให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้สายเคเบิ้ลหย่อนลงจากความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้ของรถบรรทุกที่จำเลยที่ 3 ขับไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปเกี่ยวสายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลดังกล่าวล้มลงได้รับอันตรายสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 และโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และโจทก์ จำเลยที่ 3 …
- ฎีกาที่ 1540/2568
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1
- ฎีกาที่ 1541/2568
คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. หรือนาง ค. เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า นาง ค. นำบัตรประจำตัวประชาชนของนาง ป. ไปแสดงต่อหน้านายทะเบียนอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พร้อมแสดงตนว่าเป็นนาง ป. ในการทำคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนาย จ. ต่อนายทะเบียน นายทะเบียนหลงเชื่อว่านาง ค.คือนาง ป. จริงจึงทำการจดทะเบียนสมรสให้แก่นาง ค. ในชื่อของนาง ป. ให้สมรสกับนาย จ. ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ป. ไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน และให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องการให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพา …
- ฎีกาที่ 1543/2568
ฟ้องโจทก์ทั้งสองเดิมบรรยายว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ด้วยการเบิกถอนเงิน จากบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามผู้จัดการมรดกเพียงรายการเดียว 2,000,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต แต่จากการไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่าเงินจำนวนดังกล่าวจำเลยเบิกถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวธนาคาร ก. ชื่อบัญชี ม. โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง มิได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในนามผู้จัดการมรดกดังที่บรรยายฟ้อง การที่โจทก์ทั้งสองแก้ฟ้องโดยเพิ่มเติมจำนวนที่จำเลยถอนอีก 4,000,000 บาท เพิ่มเติมเข้ามาอีกรายการหนึ่ง ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยที่เกิดจากการพิมพ์จำนวนเงินผิดพลาดตกหล่นและถือว่าเป็นข้อกล่าวหาใหม่อีกข้อกล่าวหาหนึ่งอันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ที่โจทก์ทั้งสองต้องฟ้องหรือแก้ฟ้องเมื่อรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว แต่เพิ่งมาขอแก้ฟ้องเกินกว่า 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96 …
- ฎีกาที่ 1546/2568
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 แม้จำเลยให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 แต่กลับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ อีกทั้งแม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็ …
- ฎีกาที่ 1546/2568
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษมีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปแม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์จึงไม่มีพยานหลักฐานที่จะให้ศาลฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่รวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้วยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลชั้นต้นว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามฟ้องโจทก์ตามบันทึกคำให้การที่สักขีพยานบันทึกไว้ โจทก์และจำเลยแถลงว่าไม่ติดใจสืบพย …
- ฎีกาที่ 1552/2568
รั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของรั้วที่บริษัท ว. ผู้จัดสรรที่ดินสร้างขึ้นพร้อมการจัดสรรและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ขาย อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ทำให้รั้วกำแพงคอนกรีตตกอยู่ในภาระจำยอมตามกฎหมายเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมด และไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินที่รั้วตั้งอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 เมื่อโจทก์จัดตั้งเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้วได้รับโอนสาธารณูปโภคมาจากบริษัท ว. เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมมาดำเนินการ รั้วกำแพงคอนกรีตจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ด้วย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันทุบทำลายรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังทาวน์เฮาส์เลขที่ 6 ที่จำเลยพักอาศัยเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลย จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 แต่รั้วกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุดังกล่าว มีไว้เพื่อประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาช …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:16/2568
คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากิจการค้าร่วมกับบริษัท อ. จำกัด โดยใช้ชื่อว่า กิจการค้าร่วม ฮ. ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. เป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ชนะการประกวดราคาเข้าทำสัญญา โดยให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. โดยผู้ฟ้องคดีตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) สำหรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระยะที่ 1, 2 และ PMO กำหนดระยะเวลาส่งมอบภายใน 530 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา โดยคู่สัญญาได้ตกลงกันมีสาระสำคัญ คือ ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมด้วยสื่อและคู่มือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ราคารวมทั้งสิ้น 213,000,000 บาท ผู้ซื้อตกลงชำระราคาค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้แก่ผู้ขาย …
- ฎีกาที่ 1685/2568
แม้การที่โจทก์ขอวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการบังคับคดีโดยวิธีอื่นที่ทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (2) แต่โจทก์ต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 274 เช่นกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่หนี้ตามคำพิพากษาอาจบังคับให้ชำระได้ตามมาตรา 274 วรรคสอง
- ฎีกาที่ 1685/2568
การขอวางเงินชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการบังคับคดีโดยวิธีอื่นที่ทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (2) โจทก์ต้องร้องขอให้มีการบังคับคดีภายในระยะเวลา 10 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 274 กรณีที่คำพิพากษาตามยอมกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคตภายในวันที่ 15 มกราคม 2556 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิชำระราคาที่ดินแก่จำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ภายใน 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2556 อันเป็นวันที่หนี้ตามคำพิพากษานั้นอาจบังคับให้ชำระได้เป็นต้นไปตามมาตรา 274 วรรคสอง ซึ่งจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 15 มกราคม 2566 การที่โจทก์นำเงินค่าที่ดินไปวางทรัพย์ที่สำนักงานบังคับคดีในวันที …
- ฎีกาที่ 1687/2568
ตามคำร้องขอและคำคัดค้าน มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์รังวัดและทำแผนที่พิพาทพร้อมประเมินราคาที่ดินตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยระบุว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท ก็ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย ยิ่งกว่านั้น คู่ความยังร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ภายใน 7 วัน และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มครบถ้วนในจำนวนทุนทรัพย์ 50,000 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 …
- ฎีกาที่ 1688/2568
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นมาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลเห็นควรใช้วิธีการแบบจำกัดอิสรภาพเด็กหรือเยาวชน เพราะไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือมีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนยิ่งกว่า อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมเด็กหรือเยา …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:17/2568
คดีนี้ บริษัท ค. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท น. กับพวกรวม 10 คน จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 8 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 9 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 10 เป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขอใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 จากจำเลยที่ 10 โดยจำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ไว้ใช้ในโรงงานไฟฟ้าพลังไอน้ำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จึงเป็นเจ้าของและมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพ และมีหน้าที่ในการป้องกันควบคุมดูแลความปลอดภัยมิให้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 หลุดออกไปจากการครอบครองดูแล ส่วนจำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร …
- ฎีกาที่ 1702/2568
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หม้อแปลงไฟฟ้าที่ลักมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปได้ด้วยกำลังของจำเลยกับพวก เพื่อให้เคลื่อนย้ายหม้อแปลงไฟฟ้าไปได้ จำเลยกับพวกจึงใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลาง บรรทุกหม้อแปลงไฟฟ้า พฤติการณ์บ่งชี้ชัดเจนว่า การที่จำเลยกับพวกจะลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ย่อมต้องอาศัยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลาง ในการกระทำความผิด รถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลางจึงเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) จึงพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ของกลาง
- ฎีกาที่ 1702/2568
ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หม้อแปลงไฟฟ้าที่ลักมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปได้ด้วยกำลังของจำเลยกับพวก เพื่อให้เคลื่อนย้ายหม้อแปลงไฟฟ้าไปได้ จำเลยกับพวกจึงใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลาง บรรทุกหม้อแปลงไฟฟ้า พฤติการณ์บ่งชี้ชัดเจนว่า การที่จำเลยกับพวกจะลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปได้ย่อมต้องอาศัยรถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลาง ในการกระทำความผิด รถจักรยานยนต์พ่วงข้างของกลางจึงเป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์อันถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับพวกใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) จึงพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ของกลาง
- ฎีกาที่ 1750/2568
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมเป็นผ …
- ฎีกาที่ 1750/2568
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และกา …
- ฎีกาที่ 1759/2568
คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้ …