ปี พ.ศ.: 2569
51 รายการ · หน้า 1 จาก 3
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:1-38/2569
ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 ธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำที่ดินครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ รวม 10 ตำบล ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ปข. 605 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ปข. 605 และมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่ดินของรัฐและเป็นที่หวงห้าม จึงเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ …
- ฎีกาที่ 1056/2569
การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- ฎีกาที่ 1056/2569
การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ คำวินิจฉัย(คำสั่ง):110/2569
บริษัท ว. จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขัดกันของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระหว่างนาย ส. ผู้ฟ้องคดี อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี คดีถึงที่สุด กับคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นาง อ. ที่ 1 นาย จ. ที่ 2 นาย ช. ที่ 3 นาย ม. ที่ 4 จำเลย ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีประเด็นวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 881 ตำบลเกาะช้างใต้ กิ่งอำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน 87.3 ตารางวา เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 66 หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะช้างใต้ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:111/2569
คดีที่ บจก. ช. โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท อ. (สาขาประเทศไทย) จำเลย และต่อมาศาลแพ่งพระโขนงมีคำสั่งเรียก บจม. ป. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ ความว่า เดิมจำเลยเป็นผู้รับจ้างงานก่อสร้างโครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 งานส่วนเอ จากจำเลยร่วม แต่จำเลยไม่สามารถทำงานได้ตามกำหนดเวลา โจทก์จึงได้รับการติดต่อจากจำเลยและจำเลยร่วม ให้เข้ามารับงานในส่วนเอต่อจากจำเลย จำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างช่วง งานวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และก่อสร้างสำหรับโครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 ระยะที่ 2 งานปรับปรุงความคืบหน้าเดิม – ส่วนเอ กับโจทก์ ระหว่างการทำงานโจทก์ได้รับการสั่งงานจากจำเลยและจำเลยร่วมให้ทำงานเพิ่มเติม จำนวน 21 รายการ โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญาและงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาว่าจ้างช่วงและเรียกเก็บเงินจากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยและแจ้งบอกเลิกสัญญาโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำส …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:112/2569
คดีที่นางสาว น. โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ว. จำเลย ความว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลอาญา และเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในคดีอาญาดังกล่าวยืนยันว่าโจทก์นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธและยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนายทหารชั้นประทวนยศจ่าสิบตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ศาลอาญาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยรับราชการทหารเป็นนายทหารประทวน เป็นคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ศาลทหารกรุงเทพเห็นว่า แม้ขณะกระทำผิด จำเลยเป็นนายทหารประทวนซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่ …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:113/2569
คดีที่ เอกชนผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วยการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามคำแนะนำ (เดิม) ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และท …
- คำวินิจฉัยที่ คำวินิจฉัย:115-202/2569
ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 ธนารักษ์พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำที่ดินครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ รวม 10 ตำบล ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ปข. 605 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนทะเบียนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ปข. 605 และมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นที่ดินของรัฐและเป็นที่หวงห้าม จึงเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ …
- ฎีกาที่ 1343/2569
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) มุ่งหมายถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดอันหนึ่งอันเดียวกันในคราวเดียวกัน ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ยชอ.45/2566 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ยชอ.6/2567 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายในคดีนี้ และบังคับล่อลวงให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายออก แล้วใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายรูปผู้เสียหายในขณะเปลือยกายและไม่สวมใส่เสื้อผ้าหลายรูป จำเลยครอบครองภาพอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กของผู้เสียหายไว้ โดยเก็บไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ต่อมาจำเลยส่งต่อภาพเปลือยกายของผู้เสียหายอันเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวผ่านช่องทางโปรแกรมเมสเซนเจอร์หลายรูป ไปให้บุคคลอื่นหลายครั้ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนใจผู้เสียหายโดยจำเลย …
- ฎีกาที่ 139/2569
คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลย …
- ฎีกาที่ 142/2569
โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีอธิบดีกรมการขนส่งทางบกเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 โจทก์โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งกรมการขนส่งทางบกที่ 234/2564 เรื่องมอบอำนาจในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ย่อมหมายความว่า หากจะต้องมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดในจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้ขนส่งจังหวัดนั้น ๆ มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เมื่อ ช. ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถของโจทก์ที่จังหวัดขอนแก่น แต่ไม่ชำระราคาประมูลส่วนที่ค้างชำระ จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวออกประมูลใหม่และได้ราคาประมูลต่ำกว่าเดิม โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายคือส่วนต่างของราคาประมูลเดิมกับราคาประมูลใหม่ และได้ความว่าเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ป. ซึ่งเป็นขนส่งจังหวัด …
- ฎีกาที่ 1511/2569
คณะอนุญาโตตุลาการรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับผู้คัดค้านในราคา 11,643,120 บาท โดยผู้ร้องชำระเงินจอง 100,000 บาท เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 และชำระเงินทำสัญญา 2,810,780 บาท เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 และผู้ร้องตกลงชำระราคาห้องชุดที่เหลือ 8,150,184 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน แล้วคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เงินจองคือเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายก่อนวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเพื่อเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จะขาย ส่วนเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายเป็นประกันว่าผู้จะซื้อจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย เงินจองและเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นมัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 378 (2) เห็นว่า ในส่วนที่คณะอนุญา …
- ฎีกาที่ 157/2569
การพรากอันจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม หมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบุคคลเหล่านั้น โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กเป็นสำคัญ มิให้ถูกผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดอันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย จึงไม่จำกัดว่าการพรากจะกระทำด้วยวิธีการใด และไม่คำนึงว่าเด็กจะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองหรือมีบุคคลใดเป็นฝ่ายนัดหมายชักชวนมา โดยหากมีการกระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายอันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลแล้ว ย่อมถือเป็นความผิดทั้งสิ้น แม้ในตอนแรกที่จำเลยเห็นภาพโฆษณาของผู้เสียหายที่ 1 แล้วเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 ม …
- ฎีกาที่ 1672/2569
พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการต …
- ฎีกาที่ 1678/2569
โจทก์ทั้งสองสมัครใจทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดกับผู้กู้ อย่างลูกหนี้ร่วม ยินยอมให้ผู้ให้กู้หักเงินรายได้จากหน่วยงานต้นสังกัดชำระหนี้ได้ทันทีเมื่อผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา สละสิทธิที่จะยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้ กับยอมสละสิทธิเกี่ยงให้ผู้กู้ชำระหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688, 689, 690 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมีผลผูกพันคู่สัญญาโดยชอบ และเมื่อพิจารณาหนังสือยินยอมหักเงินได้ตามความในมาตรา 42/1 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ที่โจทก์ทั้งสองทำให้จำเลยไว้ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2556 เช่นกัน ระบุว่า โจทก์ทั้งสองขอแสดงเจตนายินยอมให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐที่โจทก์ทั้งสองป …
- ฎีกาที่ 1694/2569
การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงเกี่ยวกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาลบุตรทั้งสองนั้น แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดหน้าที่ของบิดามารดาต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์เท่านั้น เมื่อการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องความตกลงของคู่สัญญาเกิดจากความสมัครใจของคู่สัญญาโดยที่มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับว่าบิดามารดาจะให้การอุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาแก่บุตรซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อตกลงว่า "...ข้อ 2. จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง คนละไม่ต่ำกว่าเดือนละ 35,000 บาท จนกว่าบุตรทั้งสองจะจบการศึกษาตามที่ระบุในข …
- ฎีกาที่ 170/2569
ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล ตามเอกสารหมาย ค.2 มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 โดยในช่องที่ 34 และ 35 ของเอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าสาว การสมรสครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลงด้วยการหย่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 ซึ่งตรงกับที่ผู้คัดค้านเบิกความตอบถามติงว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ พ. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2519 แต่การสมรสดังกล่าวสิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลตามเอกสารหมาย ค.5 มายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา ตามเอกสารหมาย ค.2 เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที …
- ฎีกาที่ 170/2569
ผู้คัดค้านมีสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดาพร้อมคำแปล มาแสดงว่า ผู้คัดค้านกับผู้ตายสมรสกันตามกฎหมายของรัฐฟลอริดาเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และผู้คัดค้านมีหนังสือรับรองการสมรสโดยเสมียนศาลและผู้ควบคุมเขตไมอามี-เดด รัฐฟลอริดา พร้อมคำแปลมายืนยันว่าสำเนาบันทึกการสมรสรัฐฟลอริดา เป็นสำเนาเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1459 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การสมรสในต่างประเทศระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย จะทำตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายแห่งประเทศนั้นก็ได้ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 20 วรรคสอง บัญญัติว่า การสมรสระหว่างคนในบังคับไทยหรือคนในบังคับไทยกับคนต่างด้าว ซึ่งได้ทำในต่างประเทศโดยถูกต้องตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดไว้ ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ ผู้คัดค้านจึงเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านฎีกา …
- ฎีกาที่ 1729/2569
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม …
- ฎีกาที่ 1758/2569
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจึงเป็นอันถึงที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนได้อีก และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษด้วยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิการยื่นฎีกาในปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายนั้นจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาในส่วนความผิดฐานนี้ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และขอให้ลดโทษ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาทุกข้อจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย