คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 100/2540
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้น ฟัง ข้อเท็จจริง ว่า การ เคหะ แห่งชาติ เคย มี หนังสือ บอกเลิก การ เช่า ห้อง พิพาท แก่ จำเลย แล้ว จำเลย ก็ ยอมรับ แต่ ปฏิเสธ ว่า หนังสือ บอกเลิก สัญญาเช่า ไม่มี ผลบังคับ เพราะ ได้ มี บัญชา ของ นายกรัฐมนตรี ขณะ นั้น ให้ ระงับ โครงการ รื้อถอน และ ให้ ผู้เช่า รวมทั้ง จำเลย เช่า อยู่ ต่อไป แต่ จำเลย ไม่มี พยาน มา สืบ ให้ เห็น เป็น ดัง ที่ จำเลย อ้าง เพียง กล่าวอ้าง ลอย ๆ ถือว่า การ บอกเลิก การ เช่า มีผล สมบูรณ์ จำเลย อยู่ ใน ห้อง พิพาท โดย ละเมิด การ ที่ จำเลย อุทธรณ์ ว่า โจทก์ และ โจทก์ร่วม ไม่มี อำนาจฟ้อง ขับไล่ จำเลย เนื่องจาก การ บอกเลิก การ เช่า ห้อง พิพาท ไม่มี ผล ตาม กฎหมาย นั้น เป็น การ โต้เถียง ข้อเท็จจริง ว่า หนังสือ บอกเลิก สัญญา ไม่มี ผลบังคับ เพื่อ นำ ไป สู่ ปัญหาข้อกฎหมาย ที่ จำเลย อุทธรณ์ ว่า จำเลย มีสิทธิ การ เช่า ใน ห้อง พิพาท ดีกว่า โจทก์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 543(3) อุทธรณ์ ของ จำเลย จึง เป็น อุทธรณ์ ใน ปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกา ของ จำเลย ใน ข้อ ที่ ว่า โจทก์ จะ เรียก สำนักงาน ทรัพย์สิน ส่วน พระมหากษัตริย์ เข้า มา เป็น โจทก์ร่วม ไม่ต้อง ด้วย เหตุ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3)( ก ) เมื่อ ศาลอุทธรณ์ ได้ วินิจฉัย ว่า กรณี ที่ โจทก์ เรียก สำนักงาน ทรัพย์สิน ส่วน พระมหากษัตริย์ เข้า มา เป็น โจทก์ร่วม ต้องด้วย เหตุ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)( ข ) แล้ว ดังนี้ ฎีกา ข้อ นี้ ของ จำเลย จึง ไม่เป็น การ โต้แย้ง คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ไม่ วินิจฉัย ให้ ตาม สัญญาเช่า ระบุ ว่า ผู้เช่า สัญญา จะ เป็น ผู้ดำเนินการ ให้ ผู้ครอบครอง ผู้บุกรุก หรือ บุคคลอื่น ออกจาก สถานที่ เช่า และ สิ่งปลูกสร้าง ใน สถานที่ เช่า จน สามารถ ครอบครอง สถานที่ เช่า ได้ ทั้งหมด โดย ผู้ให้เช่า เป็น ผู้ เสีย ค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ ตาม ที่ ผู้เช่า จ่าย จริง ภายใน วงเงิน ไม่เกิน สิบ ล้าน บาท นั้น สัญญา ได้ ระบุ ไว้ ชัดเจน ว่า ผู้เช่า คือ โจทก์ เป็น ผู้ดำเนินการ โดย ผู้ให้เช่า คือ โจทก์ร่วม เป็น ผู้ เสีย ค่าใช้จ่าย จึง เป็น เรื่อง การ กำหนด ค่าใช้จ่าย ใน การ ดำเนินการ ของ โจทก์ มิใช่ เป็น สัญญา เพื่อ ประโยชน์ ของ บุคคลภายนอก ที่ ศาลล่าง ทั้ง สอง พิพากษา ให้ จำเลย ใช้ ค่าเสียหาย แก่ โจทก์ร่วม ด้วย นั้น เมื่อ ปรากฏ ตาม คำร้อง เข้า เป็น โจทก์ร่วม ว่า โจทก์ร่วม เพียงแต่ ขอให้ บังคับ จำเลย และ บริวาร ขนย้าย ทรัพย์สิน ออก ไป จาก ห้อง พิพาท และ ห้ามเข้า ไป เกี่ยวข้อง อีก เท่านั้น ดังนั้น คำพิพากษา ศาลล่าง ทั้ง สอง ใน ส่วน นี้ จึง เป็น การ พิพากษา เกิน ไป กว่า คำขอ อันเป็น การ ต้องห้าม ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกา สมควร แก้ไข เสีย ให้ ถูกต้อง เป็น จำเลย ไม่ต้อง ใช้ ค่าเสียหาย แก่ โจทก์ร่วม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมอาคารสงเคราะห์ราชวิถี-รางน้ำ เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมประชาสงเคราะห์ ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1235ถนนราชวิถี แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานครซึ่งเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกรมประชาสงเคราะห์ได้ให้จำเลยเช่าห้องเลขที่ 7 ของอาคารดังกล่าวอยู่อาศัยในอัตราค่าเช่าเดือนละ 145 บาท โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่า ต่อมามีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 316 ลงวันที่13 ธันวาคม 2515 ข้อ 54 ให้โอนกิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้และความรับผิดของกรมประชาสงเคราะห์เฉพาะที่เกี่ยวกับกิจการอาคารสงเคราะห์ไปให้การเคหะแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่11 กุมภาพันธ์ 2516 ซึ่งรวมทั้งห้องที่จำเลยเช่าอยู่ด้วยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2522 การเคหะแห่งชาติได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแต่จำเลยกับบริวารไม่ยอมย้ายออก คงอาศัยอยู่ในห้องพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2533การเคหะแห่งชาติได้ขายอาคารสงเคราะห์ราชวิถี-รางน้ำ รวมทั้งห้องพิพาทให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และในวันเดียวกันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ให้โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1235 พร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในที่ดินดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 30 ปี นับตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปเพื่อประโยชน์ทำเป็นสวนสาธารณะโดยสัญญาเช่าได้กำหนดให้โจทก์ผู้เช่าเป็นผู้ดำเนินการให้ผู้ครอบครอง ผู้บุกรุก หรือบุคคลอื่นใดออกไปจากสถานที่เช่า และเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2535 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยนายสมควร รวิรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานสวัสดิการสังคมกรุงเทพมหานคร ผู้รับมอบอำนาจได้มีหนังสือถึงจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่า และให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องที่เช่าภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าจำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าว 2 ครั้ง แต่ไม่ยอมจนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องพิพาท การกระทำของจำเลย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำสถานที่ดังกล่าวไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะได้ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์ออกไปจากห้องพิพาทกับให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 2,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 145 บาทนับวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องพิพาท โจทก์ร้องขอให้ศาลหมายเรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การว่า แม้โจทก์จะได้เช่าอาคารทั้งหมดรวมทั้งห้องพิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นกรณีที่มีผู้เช่าหลายรายอาศัยสิทธิต่างกัน จำเลยเป็นผู้เช่าก่อนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าก่อนโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย สัญญาซื้อขายระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับการเคหะแห่งชาติ และสัญญาเช่าระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับโจทก์มีข้อกำหนดในสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกเช่นจำเลยจำเลยได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยแจ้งไปยังโจทก์และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้มีการชดเชยในการขนย้ายโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม แต่โจทก์และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญา โจทก์จึงผิดสัญญาและไม่มีอำนาจฟ้องทั้งหนังสือมอบอำนาจให้บอกเลิกสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 เป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังไม่มีการบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยังมีผลบังคับอยู่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยื่นคำร้องว่า ตามที่ศาลหมายเรียกให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนั้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและขอเพิ่มเติมฟ้องว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลโดยมีนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นผู้อำนวยการ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1235 ถนนราชวิถี แขวงพญาไทเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งหมดรวมอาคารสงเคราะห์ราชวิถี-รางน้ำ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2533 โจทก์ร่วมให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ทำเป็นสวนสาธารณะ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไปโจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายสมควร รวิรัฐผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร บอกเลิกสัญญาเช่าอาคารที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวแก่ผู้เช่าทุกรายรวมทั้งจำเลยแล้ว แต่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากห้องพิพาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมไม่สามารถส่งมอบที่ดินที่เช่าให้แก่โจทก์ได้และทำให้โจทก์และ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง