ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 1002/2544

หลักกฎหมาย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่ต้องห้ามที่จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยมีหนังสือสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้สัญญากู้ยืมเงินจะปิดอากรแสตมป์ไม่ครบก็ตามเมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์2539 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 จำนวนเงิน100,000 บาท ให้แก่นายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดชำระ ผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539ทั้งสองฉบับโดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" ทั้งนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค เหตุเกิดที่ตำบลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายนิกร ตังควัฒนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงแรกให้ลงโทษจำคุกคนละ 8 เดือน กระทงที่สองให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรกให้จำคุกคนละ 4 เดือน กระทงที่สองให้จำคุกคนละ 2 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539จำเลยทั้งสองได้มาขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วม 300,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระหนี้คืนโจทก์ร่วม 2 งวด คือวันที่ 13 และ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ร่วมตกลงและทำสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐานตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองได้รับเงินที่กู้ยืมไปแล้วและร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ รวม 2 ฉบับชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ร่วมตามงวดที่ตกลงกันฉบับแรกลงวันที่ 13มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 25มีนาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท ก่อนเช็คฉบับแรกถึงกำหนดในวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ถึงโจทก์ร่วมของขอเลื่อนการจ่ายเงินตามเช็คไปกลางเดือนเมษายน 2539 โจทก์ร่วมนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสรรพสิทธิ์ประสงค์ เพื่อให้เรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ ในวันที่ 25 เมษายน2539 โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "บัญชีปิดแล้ว" ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 โจทก์ร่วมทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉยก่อนโจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงินบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยปิดแล้ว จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยทั้งสองรู้จักกับโจทก์ร่วมมาก่อนและจำเลยที่ 1 เคยไปกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมก่อนหน้านี้ 2ถึง 3 ครั้ง เมื่อเดือนมกราคม 2539 จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ร่วมจำนวน 300,000 บาทโจทก์ร่วมคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนและหักดอกเบี้ยเป็นเงิน 30,000 บาท ไว้ก่อนจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ร่วม แต่ไปเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและเช็คพิพาทต่อหน้าโจทก์ร่วมเพื่อเป็นผู้ค้ำประกัน พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาเฉพาะจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับมอบให้โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ เอกสารหมาย จ.1 และลายมือชื่อในช่องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเห็นได้ชัดว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นลายมือชื่อเดียวกันแต่ใช้ปากกาคนล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2544 · ทนอย Thanoy