คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 1011/2538
หลักกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำจากโจทก์ทั้งสองการที่จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีผลทำให้สัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยระงับไปแต่อย่างใดจำเลยยังคงมีความผูกพันกับโจทก์ทั้งสองตามสัญญาโจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายได้อย่างไรก็ตามแต่เหตุที่ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองตามสัญญาได้เกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกที่มิได้เกี่ยวข้องในระหว่างสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่อยู่นอกเหนือวิสัยและความรับผิดชอบของจำเลยกรณีจะถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ได้เช่นเดียวกันจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในเบี้ยปรับและค่าเสียหายตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ทั้ง สอง ฟ้อง ขอให้ บังคับ จำเลย จดทะเบียน โอน กรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนด เลขที่ 5244, 5247, 5248, 69496, 70647, 70650, 71090,71091, 71092 และ โฉนด เลขที่ 22557 ตำบล ช่องนนทรี อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ให้ แก่ โจทก์ ทั้ง สอง และให้ จำเลย รับ เงิน ค่าที่ดิน จำนวน 62,402,000 บาทหาก จำเลย ไม่ปฏิบัติ ตาม ให้ ถือเอา คำพิพากษา เป็น การแสดง เจตนา และ ให้จำเลย ชำระ เงิน 300,178,000 บาท พร้อม ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละเจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี นับ ตั้งแต่ วันฟ้อง ไป จนกว่า จะ ชำระ ให้ แก่ โจทก์ ทั้ง สองแล้ว เสร็จ จำเลย ให้การ ว่า โจทก์ ทั้ง สอง เป็น ฝ่าย ผิดสัญญา จะซื้อจะขายและ จำเลย บอกเลิก สัญญา แก่ โจทก์ ทั้ง สอง แล้ว จำเลย จึง มีสิทธิ รับ เงินมัดจำ จำนวน 18,000,000 บาท และ โจทก์ ทั้ง สอง ไม่มี สิทธิเรียกร้องให้ จำเลย คืนเงิน มัดจำ กับ ไม่มี สิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหาย ใด ๆ จากจำเลย อีก ได้ ขอให้ ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษายก ฟ้อง โจทก์ ทั้ง สอง อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ ทั้ง สอง ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัย ปัญหา ข้อ แรก ว่า "การ ที่ โจทก์ ทั้ง สอง มิได้ ไปดำเนินการ ติดต่อ ซื้อ ที่ดิน ส่วน ของ นาย มนัส จาก นาย มนัส เอง จะ ถือว่า โจทก์ ทั้ง สอง เป็น ฝ่าย ผิดสัญญา หรือไม่ พิเคราะห์ แล้ว ตาม สัญญาจะซื้อจะขาย ระหว่าง โจทก์ ทั้ง สอง กับ จำเลย เอกสาร หมาย จ. 13 ข้อ 3มี ข้อความ ว่า "ผู้จะขาย รับรอง ว่า ที่ดิน ที่ ซื้อ ขาย เป็น กรรมสิทธิ์ของ ผู้จะขาย ปราศจาก ภาระ ผูกพัน ใด ๆ สามารถ จะ โอน กรรมสิทธิ์ และ ส่งมอบให้ แก่ ผู้จะซื้อ ได้ " กับ มี บันทึก เพิ่มเติม ต่อ ท้าย สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว มี ข้อความ ว่า "นอกจาก นี้ ผู้จะขาย ขอรับ รอง ว่า ที่ดินโฉนด เลขที่ 22557 ติด ทาง รถยนต์ และ ที่ดิน ที่ ซื้อ ขาย ติดต่อ เป็นผืน เดียว กัน อนึ่ง คู่สัญญา ตกลง กัน ว่า การ ซื้อ ขาย ตาม สัญญา นี้เป็น การ ซื้อ ขาย เหมา ตาม เนื้อที่ ที่ ระบุ ใน โฉนด " กับ มี ข้อความที่ เขียน ด้วย ลายมือ เพิ่มเติม อีก ว่า "คู่สัญญา ตกลง เพิ่มเติม ว่าการ ซื้อ ขาย ที่ดิน เฉพาะ โฉนด เลขที่ 22557 นั้น เป็น การ จะซื้อจะขายเฉพาะ กรรมสิทธิ์ ส่วน ของ ผู้จะขาย ส่วน ที่ เป็น กรรมสิทธิ์ ของนาย มนัส อารยพัฒน์ จะ ต้อง ติดต่อ ขอ ซื้อ กัน อีก ครั้งหนึ่ง " ซึ่ง ข้อความ ที่ เขียน ด้วย ลายมือ เพิ่มเติม นี้ โจทก์ ทั้ง สอง นำสืบ ว่าทาง จำเลย เป็น ผู้ขอ ให้ บันทึก เพื่อ ป้องกัน มิให้ โจทก์ ทั้ง สอง ฟ้อง จำเลยเป็น คดีอาญา หาก โอน กรรมสิทธิ์ ที่ดิน ให้ ไม่ได้ เพราะ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 22557 มี ชื่อ นาย มนัส รวม อยู่ ด้วย เห็นว่า ตาม สัญญา ข้อ 3มี ความหมาย ว่า จำเลย ใน ฐานะ ผู้จะขาย รับรอง ว่า ที่ดิน ที่ ซื้อ ขายทุก แปลง เป็น กรรมสิทธิ์ ของ จำเลย ปราศจาก ภาระ ผูกพัน ใด ๆ และ สามารถโอน กรรมสิทธิ์ ให้ แก่ โจทก์ ทั้ง สอง ผู้จะซื้อ ได้ ซึ่ง ใน สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสาร หมาย จ. 13 ใน ข้อ ต่าง ๆ รวมทั้ง รายละเอียดหมายเลข โฉนด ที่ดิน ที่ ซื้อ ขาย รวมทั้งหมด 10 แปลง ที่ ระบุ ไว้ ท้าย สัญญาก็ หา ได้ มี ข้อความ ตอนใด ที่ ระบุ ว่า มี ที่ดิน ที่ จำเลย ผู้จะขาย มีกรรมสิทธิ์ร่วม กับ บุคคลอื่น แต่อย่างใด ไม่ ดังนั้น เหตุผล ที่ มีการ เขียน ข้อความ เพิ่มเติม ต่อ ท้าย สัญญา ด้วย ลายมือ ดังกล่าว ต่อมาใน ภายหลัง ทำให้ น่าเชื่อ ว่า เกิดจาก ความ ประสงค์ ของ ฝ่าย จำเลย ดัง ที่โจทก์ ทั้ง สอง นำสืบ ทั้งนี้ ก็ เพื่อ จะ ปลดเปลื้อง ความรับผิด ของ จำเลยหาก การ โอน ที่ดิน โฉนด เลขที่ 22557 ไม่อาจ กระทำ ได้ ส่วน บันทึกเพิ่มเติม ต่อ ท้าย สัญญา ดังกล่าว นั้น ก็ ไม่มี ข้อความ ตอนใด ที่ กำหนด ให้เป็น หน้าที่ ของ โจทก์ ทั้ง สอง ที่ จะ ต้อง ไป ติดต่อ ซื้อ ที่ดิน ใน ส่วน ของนาย มนัส จาก นาย มนัส เอง เมื่อ ข้อความ ใน สัญญา ชัดแจ้ง แล้ว ย่อม ไม่มี ความจำเป็น ที่ จะ ต้อง มี การ ตีความ การแสดง เจตนา หรือ ข้อความใน สัญญา ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 132 เดิม หรือมาตรา 171 ที่ แก้ไข ใหม่ และ มาตรา 368 ดัง ที่ ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยดังนั้น จึง นำ เอา บันทึก เพิ่มเติม ต่อ ท้าย สัญญา มา วินิจฉัย ว่าโจทก์ ทั้ง สอง เป็น ฝ่าย ผิดสัญญา หาได้ไม่ คดี มี ปัญหา วินิจฉัย ต่อไป ว่า เหตุ ที่ ทำให้ โจทก์ ทั้ง สองและ จำเลย ไม่สามารถ จดทะเบียน โอน กรรมสิทธิ์ ที่ดิน ที่ จะซื้อขายให้ แก่ กัน ได้ ใน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2532 เกิดจาก ข้อ ขัดข้อง ของ ฝ่ายใดโจทก์ ทั้ง สอง มี ตัว โจทก์ ที่ 1 เบิกความ เป็น พยาน ว่า ใน วันนัดจดทะเบียน โอน กรรมสิทธิ์ ที่ดิน โจทก์ ทั้ง สอง พร้อม ที่ จะ จดทะเบียนรับโอน ที่ดิน จาก จำเลย โดย วัน ดังกล่าว เตรียม แคชเชียร์เช็ค จำนวน4 ฉบับ ระบุ ถึง เงิน 62,000,000 บาท เศษ ตาม เอกสาร หมาย จ. 14 ถึง จ. 17แต่ นาย มนัส ซึ่ง ยึดถือ โฉนด เลขที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง