ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 10111/2556

หลักกฎหมาย

คำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้แสดงถึงมูลหนี้จากสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลงโอนหุ้น และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นประกอบกับรายละเอียดแห่งหนี้ค่าภาษีอากรค้างที่จำเลยทั้งยี่สิบหกต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวแต่ไม่ชำระ อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์เพียงพอที่ฝ่ายจำเลยจะให้การต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นเพียงรายละเอียดที่อาจนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณาได้ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์เช่นนี้ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างซึ่งใช้เป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับโดยชัดเจนพอเข้าใจได้ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง คู่สัญญามีเจตนาให้ฝ่ายผู้โอนชำระแทนบริษัทโจทก์หรือชำระให้บริษัทโจทก์ เพื่อการชำระหนี้ของบริษัทโจทก์ที่มีนอกเหนือบัญชีท้ายนั่นเอง ดังนี้ แม้โจทก์ไม่ได้เป็นคู่สัญญา แต่โจทก์ก็เป็นผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ก็มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยตรงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการวินิจฉัยตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่นิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่มีเหตุใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ. การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งมีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดและขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้อยู่ในตัวด้วย และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2538 ซึ่งมีผลเป็นการส่งได้ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2538 แล้วจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการผิดนัดอันจะต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกรับผิดโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเกี่ยวกับการโอนหุ้นและกิจการของบริษัทโจทก์ อันเป็นคดีที่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดตามสัญญาเป็นสำคัญ เพียงแต่ที่มาแห่งคดีหรือมูลคดีตามสัญญานี้มาจากหนี้ภาษีอากรเท่านั้น การที่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะมีผลให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหานี้แม้หากจะถือว่าเป็นดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็เป็นเพียงปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางหรือศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งฝ่ายจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 แม้ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจผิดและทำให้ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนมากตามคำฟ้องก็ตาม แต่ก็จะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์โดยสิ้นเชิงหาได้ไม่ เพราะต้นเหตุแห่งการที่เสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วนจนถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มดังกล่าวนั้นล้วนเกิดจากการกระทำของกรรมการบริษัทชุดเดิม ทั้งยังไม่เปิดเผยความจริงเพื่อให้โจทก์ตัดสินใจใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชกำหนดดังกล่าวอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และกรรมการบริษัทชุดเดิมมีส่วนผิดในการทำให้เกิดหนี้ภาษีอากรตามที่โจทก์ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้องด้วย กรณีเช่นนี้ก็จะถือว่าเป็นความผิดของกรรมการบริษัทชุดเดิมเต็มที่ก็ไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากโจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ก็ตัดสินใจผิดพลาดในการไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้ต้องเสียภาษีน้อยกว่าจำนวนที่ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้อง ซึ่งควรเป็นเรื่องที่โจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน หนี้ค่าภาษีอากรตามจำนวนที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บทั้งหมดนี้เกิดจากความผิดของฝ่ายกรรมการบริษัทโจทก์ชุดเดิมเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งและกรรมการชุดใหม่ก็มีส่วนผิดพลาดในการตัดสินใจที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน โดยยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดมีส่วนผิดพลาดมากกว่ากัน จึงเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนผิดพลาดไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เช่นนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องนั้นฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ก่อหนี้หรือเกิดจากความรับผิดของฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อันจะต้องรับผิดชดใช้แทนโจทก์เต็มจำนวนทั้งหมด และคงฟังได้เพียงว่า ฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีส่วนผิดพลาดอันมีผลให้เป็นหนี้จำนวนนี้เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 19,250,314.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 12,899,474.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 152,375,787.17 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินภาษี เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ จำนวน 64,023,440.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 14 และ 15 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 9 และโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 12 ที่ 20 กับที่ 23 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 12 ที่ 20 และที่ 23 ส่วนจำเลยที่ 26 ถึงแก่ความตายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวมาลีวรรณ นางสาวกรรณิการ์ และนางสาวลัดดาวัลย์ ทายาทของจำเลยที่ 26 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมชำระเงิน 74,433,841.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,332,261.56 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,601,579.87 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2542 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2543 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2544 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันชำระเงิน 12,899,474.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 14 และที่ 15 ในฐานะทายาทของนายพิชัยผู้ตายไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายพิชัยที่ตกทอดแก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 จำเลยที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 ในฐานะส่วนตัว ที่ 15 ในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 16 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 24 ที่ 25 และที่ 26 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 14 และที่ 15 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 14 และที่ 15 ให้เป็นพับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 25,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมบริษัทโจทก์มีนายวิชัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย นายพิชัยและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ต่อมานายอารีย์ นายสุพล นายเส่วปู และกลุ่มบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด ได้เจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทโจทก์จากนายพิชัยและจำเลยทั้งยี่สิบหก บริษัทโจทก์ได้ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2527 มีมติให้ขายหุ้นโดยมอบอำนาจให้นายพิชัยและจำเลยที่ 2 เป็นผู้เจรจาแทนผู้ถือหุ้น และให้มีอำนาจทำสัญญาในนามผู้ถือหุ้นทั้งหมดได้ ครั้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 นายพิชัยและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะตัวแทนและในฐานะส่วนตัวได้ทำข้อตกลงโอนหุ้นกับนายอารีย์ นายสุพลและนายเส่วปู ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2528 มีการทำสัญญาโอนหุ้นของจำเลยทั้งยี่สิบหกในบริษัทโจทก์ให้แก่นายอารีย์กับพวก โดยในวันเดียวกันนั้นนายพิชัยกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้น ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ดังกล่าวกับนายอารีย์ นายสุพล นายเส่วปู และกลุ่มบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด และบริษัทโจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นนายอารีย์กับพวกตั้งแต่ วันที่ 20 กันยายน 2528 เป็นต้นไป ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น เดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2521 เดือนภาษีกรกฎาคมถึงเดือนภาษีตุลาคม และเดือนภาษีธันวาคม 2524 จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 37,113,660.13 บาท ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519, 2520, 2522, 2523, และ 2524 รวมเป็นเงิน 56,201,216.54 บาท และมีหนังสือให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่ายพร้อมเงินเพิ่มประจำปีภาษี 2520 ถึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง