คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 10135/2539
หลักกฎหมาย
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินมิได้ใช้วิธีพิเศษกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นเองโดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณาซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากรมาตรา49แต่เป็นกรณีออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและแจ้งประเมินตามวิธีปกติตามมาตรา19,20,23,24แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร โจทก์มอบเงินจำนวน15,000,000บาทให้ด. ไปหาผลประโยชน์ร่วมกับบุคคลอื่นแล้วด. ได้นำเงินของโจทก์กับบุคคลอื่นดังกล่าวไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนต่างๆต่อมาด. จึงได้นำเงินมาคืนให้โจทก์จำนวน16,301,946.48บาทซึ่งแม้โจทก์จะได้เงินเพิ่มขึ้นจากเดิมจำนวน1,301,946.48บาทน่าเชื่อว่าเป็นเงินดอกเบี้ยจากตั๋วเงินที่ด. นำเงินของโจทก์กับบุคคลอื่นไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินและโจทก์ก็อ้างว่าด. ได้เสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้แล้วซึ่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา50ก็ได้บัญญัติให้บริษัทผู้จ่ายดอกเบี้ยตั๋วเงินหักภาษีณที่จ่ายไว้เมื่อด. ในฐานะผู้จัดการของคณะบุคคลที่มอบหมายให้นำเงินไปหาผลประโยชน์ได้เสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้แล้วโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้อีกตามประมวลรัษฎากรมาตรา6,42(14)และ56วรรคสุดท้าย เช็คของขวัญที่โจทก์ได้รับในปี2533จำนวน46ฉบับรวมเป็นเงิน83,102,500บาทนั้นโจทก์นำสืบว่าบริษัทส. จำกัดมอบให้โจทก์เป็นค่าซื้อที่ดินโดยบริษัทส. รับเช็คของขวัญดังกล่าวมาจากลูกค้าของบริษัทอีกต่อหนึ่งเช่นนี้แม้บริษัทส. จะได้ซื้อที่ดินจากโจทก์เป็นเงินถึง85,000,000บาทเศษดังที่โจทก์นำสืบจริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่บริษัทส. จะต้องชำระค่าที่ดินให้โจทก์โดยใช้เช็คแบ่งย่อยออกเป็นหลายฉบับโดยเฉพาะเป็นเช็คของขวัญที่มิใช่เช็คของบริษัทเองหรือแคชเชียร์เช็คซึ่งน่าจะใช้เป็นหลักฐานในการชำระเงินได้ดีกว่าดังนี้เมื่อพยานหลักฐานโจทก์พิรุธไร้น้ำหนักไม่น่าเชื่อการที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถือว่าเงินตามเช็คดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา40(8)ของโจทก์จึงชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
ป.รัษฎากร 6ป.รัษฎากร 19ป.รัษฎากร 20ป.รัษฎากร 23ป.รัษฎากร 24ป.รัษฎากร 40ป.รัษฎากร 42ป.รัษฎากร 49ป.รัษฎากร 50ป.รัษฎากร 56ป.วิ.พ. 225ป.วิ.พ. 249พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 29
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้า หากเห็นว่าโจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้เพิ่มเติมก็ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.12ที่ 1770/1/100412, ที่ 1770/1/100413, ที่ 1770/1/100414,ที่ 1770/1/100415 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2536 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 319ข/2537/1, เลขที่ 319ค/2537/1เลขที่ 319ง/2537/1, เลขที่ 319จ/2537/1 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2537เฉพาะในส่วนที่ประเมินและวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากนายเดช บุญหลง จำนวน 5 ครั้ง รวม 16,301,946.48 บาทเงินที่ได้รับเป็นเช็คของขวัญจำนวน 46 ฉบับ รวม 83,106,500 บาทและเงินที่ได้รับจากพลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ จำนวน 1,000,000 บาทเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีคำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์ และ จำเลย ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และ ที่ 5 อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์มีว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากนายวิจิตร ชวนะนันท์ ในปี 2532จำนวน 10,000,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าเงินดังกล่าวนายวิจิตรกู้ยืมไปจากภริยาโจทก์แล้วนำมาชำระคืนแก่โจทก์ การที่โจทก์มิได้นำภริยาโจทก์มาเบิกความในฐานะเจ้าของเงินที่ให้กู้ยืม ก็ไม่ทำให้คำเบิกความของโจทก์และนางสราญรับฟังไม่ได้ว่านายวิจิตรได้กู้ยืมเงินจากภริยาโจทก์และใช้คืนมาจริง เพราะทั้งโจทก์และนางสราญเป็นประจักษ์พยานรู้เรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง คำเบิกความของโจทก์และนางสราญย่อมมีน้ำหนัก นอกจากนั้นโจทก์ยังมีนายพิษณุบุตรชายนายวิจิตรเบิกความสนับสนุนว่านายวิจิตรเคยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าเงินจำนวน10,000,000 บาท ที่โจทก์ได้รับในปี 2532 เป็นเงินที่นายวิจิตรใช้คืนโจทก์ไม่ใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า แม้พยานโจทก์ทั้งสามปากจะเบิกความสอดคล้องกันก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักสนับสนุนคำเบิกความดังกล่าว อีกทั้งหลักฐานการกู้ยืมก็ไม่มี ตัวเงินที่ให้กู้ยืมนำมาจากแหล่งใดก็ไม่ปรากฏ การกู้ยืมเงินจำนวนมากโดยปราศจากหลักฐานหลักประกันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ที่ศาลภาษีอากรกลางตำหนิพยานหลักฐานโจทก์และไม่เชื่อพยานที่โจทก์นำสืบชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะมิได้รับอนุมัติจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ เห็นว่าคดีนี้เจ้าพนักงานประเมินมิได้ใช้วิธีพิเศษกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นเองโดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เป็นกรณีออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและแจ้งประเมินตามวิธีปกติตามมาตรา 19, 20, 23, 24แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ในปัญหาแรกว่า เงินที่โจทก์ได้รับระหว่างปี 2532 ถึงปี 2534 รวมเป็นเงิน16,301,946.48 บาท จากนายเดช บุญหลง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่เงินใช้คืนจากการที่โจทก์มอบให้นายเดชนำไปหาผลประโยชน์ให้ เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานการมอบเงินให้นายเดชไปหาผลประโยชน์ ทั้งการที่นายเดชคืนเงินโจทก์ นายเดชสามารถออกเช็คมอบให้โจทก์ได้โดยตรง ไม่จำต้องให้นางสาวอุไรและนางสาวนันทิยาไปซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อมอบให้โจทก์ โจทก์ไม่จำเป็นต้องให้นายเดชหาผลประโยชน์ให้ เพราะโจทก์สามารถหาผลประโยชน์ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว เงินที่โจทก์ได้รับจากนายเดชเป็นเงินแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทอุตสาหกรรมทอผ้าไทย จำกัดบริษัทที.ที.แอล.อุตสาหกรรม จำกัด ทั้งโจทก์และนายเดชต่างเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าว โดยนายเดชเป็นประธานกรรมการมีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอีกคนหนึ่งทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้นางสาวอุไรและนางสาวนันทิยาผู้ซื้อแคชเชียร์เช็คต่างเป็นพนักงานของบริษัทอุตสาหกรรมทอผ้าไทย จำกัด เงินได้ของโจทก์จำนวนนี้จึงเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ต้องชำระภาษีอากรให้จำเลยที่ 1 เห็นว่า แม้การมอบเงินของโจทก์ให้นายเดชไปหาผลประโยชน์ดังที่โจทก์นำสืบจะปราศจากพยานหลักฐานการมอบเงินแต่โจทก์ก็นำนายเดชผู้รับมอบมาเบิกคว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง