ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 10165/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนข้อเท็จจริงตามหนังสือร้องเรียนของจำเลยที่ 2 ซึ่งร้องเรียนว่าโจทก์ร่วมร่วมกับพวกสร้างหลักฐานเท็จออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 1 จึงไปพบและสอบถาม ส. ภริยาของ ม. และ ค. เพื่อให้ ม. และ ค. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดมาให้มีข้อเท็จจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาพยานบุคคลมาให้การประกอบการดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วม แม้จำเลยที่ 1 จะพูดว่าหากไม่ได้ความร่วมมือเป็นพยานจะดำเนินคดีแก่ ม. และ ค. ก็ตาม ก็อยู่ในขบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ทั้งการไปเป็นพยานย่อมเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ถึงขั้นรับฟังได้ว่าเป็นการข่มขู่ที่จะทำให้เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำแผนก 2 กองกำกับการ 6 กองปราบปราม กรมตำรวจ และเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่จำเลยที่ 2 ร้องเรียนกล่าวหาว่า นายดิเรกซึ่งเป็นผู้เสียหายคดีนี้ได้ใช้อิทธิพลเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีในการออกโฉนดที่ดินโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ดังนี้ ก. เมื่อระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะเจ้าพนักงานที่ดินให้ยอมเป็นพยานกล่าวหาว่าผู้เสียหายเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีทุจริตในการออกโฉนดที่ดินถ้าไม่ยอมเป็นพยานจะต้องติดคุก อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายมานะและผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนางสมบุญและร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะให้เป็นพยานแล้วจำเลยที่ 2 จะช่วยนายมานะให้หนักเป็นเบา ถ้าไม่ยอมเป็นพยานนายมานะจะต้องติดคุก ข. เมื่อระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมนายมานะสามีให้เป็นพยานกล่าวหาว่าผู้เสียหายเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองจันทบุรีทุจริตในการออกโฉนดที่ดิน ถ้านายมานะไม่ยอมเป็นพยานจะต้องติดคุกหากยอมจะกัน นายมานะเป็นพยาน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายมานะและผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนางสมบุญและร่วมใช้วาจาข่มขู่ให้นางสมบุญไปเกลี้ยกล่อมให้นายมานะเป็นพยานกล่าวหาผู้เสียหาย ค. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความผู้เสียหายต่อนายอำนวย ตองอ่อน บุคคลที่ 3 ว่า "นายดิเรกเป็นคนมีอิทธิพล ทำหลักฐานเท็จออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของราษฎร ถ้าให้ความร่วมมือจะแบ่งที่ดินคืนให้" "นายดิเรกเคยเป็นนายอำเภอมาแล้ว มีอิทธิพลมากหาช่องทางโกงราษฎรง่าย ขอให้ช่วยให้การปรักปรำด้วย โดยไม่ต้องกลัวอิทธิพลของใครอีก" ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ง. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันดูหมิ่นนายคำนึงซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่และหมิ่นประมาทผู้เสียหายและนายคำนึง โดยร่วมกันกล่าววาจาต่อหน้านายคำนึงและบุคคลที่ 3 ว่า "นายคำนึงร่วมกับนายดิเรกสร้างหลักฐานเท็จในการซื้อที่ดินของนายดิเรก" "นายดิเรก อุทัยผล เป็นนายอำเภอเก่ามีอิทธิพลมากใช้อิทธิพลโกงที่ดินราษฎรและเอาชื่อญาติพี่น้องมาใส่ในโฉนดที่ดินด้วย" "เพราะนายดิเรกเคยเป็นนายอำเภอนี่เอง จึงหาวิธีโกงที่ดินของราษฎรได้ง่าย ๆ" ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายและนายคำนึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง จ. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ได้ใช้วาจาข่มขู่ให้นายคำนึงผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ให้ยอมเป็นพยานให้การปรักปรำผู้เสียหายว่าเป็นผู้มีอิทธิพลบังคับเอาที่ดินจากราษฎร หากนายคำนึงยอมร่วมมือด้วยก็จะไม่เอาผิดและจะกันเป็นพยาน หากไม่ให้การดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะกลับมาสอบสวนและจับกุมนายคำนึงด้วยอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายคำนึง และผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ช่วยเหลือและให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของนายคำนึงและร่วมใช้วาจาข่มขู่ให้นายคำนึงยอมเป็นพยาน เหตุตามฟ้องข้อ ก. และ ข. เกิดที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เหตุตามฟ้องข้อ ค. ง. และ จ. เกิดที่ตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 157, 326, 83, 86, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายดิเรกผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรื่องมีข้าราชการตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หลายคน รวมทั้งโจทก์ร่วมในคดีนี้ด้วยได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง