คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2535
ฎีกาที่ 102/2535
หลักกฎหมาย
ตามสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาท โจทก์ผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำซึ่งถือว่าเป็นการวางประจำตามกฎหมายแก่จำเลยที่ 1ผู้ขายกับพวกรับไปแล้ว ดังนี้ แม้สัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำจะใช้บังคับไม่ได้เพราะจำเลยที่ 1 พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในสัญญาโดยไม่มีพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือก็ตาม แต่ก็ได้มีการวางประจำไว้แล้ว โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ที่ดินพิพาททายาทยังปกครองร่วมกันอยู่ จำเลยที่ 7 และที่ 9ได้อยู่อาศัยบางส่วนในที่ดินโดยอาศัยสิทธิของบิดาของตนซึ่งเป็นทายาทรับมรดกจากนาง ส. แม้ต่อมาบิดาของจำเลยที่ 7 และที่ 9ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 7 ที่ 9 ต่างก็อยู่ในฐานะรับมรดกจากบิดาของตนกรณีไม่ใช่เป็นการครอบครองโดยปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 จำเลยที่ 7 ที่ 9 จึงอ้างสิทธิครอบครองโดยปรปักษ์ยันโจทก์ผู้ซื้อหาได้ไม่ การชำระเงินค่าที่ดินที่ค้างเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันโอนที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาโดยไม่บังคับให้โจทก์ชำระค่าที่ดินที่ค้างให้จำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 369 แม้จำเลยไม่อุทธรณ์ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายเชย โพธิ์ศรี และนายชื่น โพธิ์ศรี ได้ร่วมกันทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1962 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการให้แก่โจทก์ในราคา 400,000 บาท โจทก์ได้วางมัดจำไว้ 250,000 บาทส่วนราคาที่ดินที่เหลือ 150,000 บาท ตกลงกันว่าจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์หลังจากจำเลยที่ 1 ที่ 2นายชื่น นายเชย ดำเนินคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งถึงที่สุด เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 นายเชย และนายชื่นไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ โจทก์ทวงถามหลายครั้งจำเลยกับพวกก็เพิกเฉย ต่อมานายชื่นและนายเชยถึงแก่กรรมจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายชื่น จำเลยที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14และที่ 15 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเชย ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสิบห้าคนร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1962 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ หากไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย หากนิติกรรมไม่เปิดช่องให้ทำการโอนได้ ให้จำเลยทั้งสิบห้าคนร่วมกันคืนเงินมัดจำจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2521 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน เป็นจำนวน 284,375 บาท รวมเป็นเงิน534,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 8 ที่ 13 ที่ 14 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12ที่ 15 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงจะขายที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ สัญญาท้ายฟ้องเกิดขึ้นเพราะทายาทเจ้ามรดกผู้ซึ่งไม่มีสิทธิรับมรดกได้ร่วมกับโจทก์ทำการฉ้อฉลเพื่อหลอกลวงจำเลยที่ 1 และสัญญาระบุว่า โจทก์วางมัดจำไว้ 250,000บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 2 ปี หากเลิกสัญญาวางมัดจำเพราะโจทก์ไม่ชำระค่าที่ดินที่เหลือในกำหนด ฝ่ายจำเลยก็ริบมัดจำได้สัญญาท้ายฟ้องจำเลยที่ 1 พิมพ์ลายนิ้วมือไม่มีพยานรับรองตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 7 เป็นบุตรนายชื่น จำเลยที่ 9 เป็นบุตรนายเชย จำเลยที่ 7 และที่ 9ไม่ทราบว่าบิดาได้นำที่ดินไปขายให้โจทก์ จำเลยที่ 7 และที่ 9ได้ปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินมรดกโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี จำเลยที่ 7 และที่ 9 จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง และโจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 6ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 9 ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกนายไพโรจน์เที่ยงตรง ผู้จัดการมรดกของนายพร้อม โพธิ์ศรี และนางโป้พรหมประเทศ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1962 ตำบลคลองด่านอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อนางสั้น โพธิ์ศรีและนายพร้อม โพธิ์ศรี ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อบุคคลทั้งสองถึงแก่กรรม ทายาทของนางสั้นและนายพร้อมได้ครอบครองที่ดินร่วมกันมาโดยมิได้แบ่งแยก และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนจำเลยร่วมประสงค์จดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1ที่ 2 นายชื่น โพธิ์ศรี และ นายเชย โพธิ์ศรี ทำไว้กับโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1962 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อจังหวัดสมุทรปราการ ให้โจทก์หากจำเลยไม่ยอมโอนขายให้โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบห้า หากจำเลยไม่อาจโอนขายให้โจทก์ได้ ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินมัดจำจำนวน250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2523 อันเป็นวันที่ผลคดีที่นายชม โพธิ์ศรี ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายเชย โพธิ์ศรี และนายชื่น โพธิ์ศรี ถึงที่สุด จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 7 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 และที่ 15 ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ระหว่างไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ 11และที่ 12 ขอถอนฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 15 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนฝ่ายจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางสำเภา โพธิ์ศรีบุตรของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต นางสำเภา โพธิ์ศรี ผู้เป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะจำเลยที่ 7 และที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้ทำสัญญาตามฟ้องจะขายที่ดินให้โจทก์จริง จำเลยที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง