ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 1021/2538

หลักกฎหมาย

จำเลยซื้อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่มีน.ส.3ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของมาจาก ว. แล้วเข้า ยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นการ โต้แย้งสิทธิโจทก์มีลักษณะเป็นการ แย่งการครอบครองแล้วและไม่จำต้อง บอกกล่าว เปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังโจทก์เพราะมิได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิของโจทก์และก็ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องทราบว่าตนเองถูกแย่งการครอบครองหรือทราบเรื่องที่จำเลยนำรังวัดเพื่อออกน.ส.3ก.แต่อย่างใด จำเลยได้ สิทธิครอบครองที่ดินของโจทก์โดยการ แย่งการครอบครองโจทก์ ไม่มี หน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องจดทะเบียนแบ่งแยกให้จำเลยจึงบังคับให้ตามคำขอของจำเลยที่ขอให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยมิได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่148เนื้อที่3ไร่1งานเมื่อประมาณ20ปีมาแล้วนาย วัน พี่ชายโจทก์ได้กู้เงินจากจำเลย5,000บาทโจทก์ยอมให้จำเลยเก็บดอกผลในที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ประมาณ1ไร่เศษแทนดอกเบี้ยซึ่งนาย วันจะต้องชำระแก่จำเลยต่อมาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม2531โจทก์ไปขอชำระเงินกู้จำนวน5,000บาทแก่จำเลยและจะเข้าเก็บดอกผลในที่ดินที่ให้จำเลยเก็บดอกผลอยู่แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้และไม่ยอมให้โจทก์เข้าเก็บดอกผลในที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าซื้อที่ดินจากนาย วันแล้วและจำเลยได้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ประเภทก.เลขที่110และ113ขอให้จำเลยไปยกเลิกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์จะต้องชำระเงินจำนวน5,000บาทแก่จำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินตามฟ้องเดิมเป็นของบิดาโจทก์ต่อมาซีกทิศเหนือตกทอดแก่โจทก์ซีกทิศใต้ตกทอดแก่นาย วันพี่ชายโจทก์นาย วันได้ขายที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยเมื่อวันที่14ตุลาคม2510ในราคา10,000บาทนาย วันได้รับเงินไปแล้วและสละสิทธิครอบครองให้แก่จำเลยตั้งแต่วันขายโดยโจทก์ทราบเรื่องดีหลังจากนั้นจำเลยได้ปลูกมะพร้าวจนได้รับผลมาประมาณ15ปีแล้วโจทก์หรือบุคคลอื่นไม่เคยโต้แย้งสิทธิของจำเลยต่อมาทางหลวงสาธารณะตัดผ่านแบ่งที่ดินของจำเลยออกเป็น2แปลงและในพ.ศ.2519เจ้าพนักงานที่ดินได้เดินสำรวจออกน.ส.3ก.ให้จำเลยคือน.ส.3ก.เลขที่110เนื้อที่1ไร่90ตารางวาและน.ส.3ก.เลขที่113เนื้อที่1งาน86ตารางวาส่วนน.ส.3ก.ของจำเลยจะออกทับที่ดินตามน.ส.3ของโจทก์หรือไม่ไม่รับรองจำเลยครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินมาถึง21ปีเศษแล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ในน.ส.3ก.เลขที่110และ113หากที่ดินตามน.ส.3ก.เลขที่110และ113ออกทับที่ดินน.ส.3เลขที่148ให้ศาลเพิกถอนน.ส.3ก.เลขที่110และ113และให้โจทก์แบ่งแยกแล้วโอนที่ดินทางทิศใต้ให้จำเลยในเนื้อที่เท่ากับในน.ส.3ก.เลขที่110และ113หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตลอดมานาย วันไม่มีอำนาจเอาที่ดินของโจทก์ไปขายให้จำเลยสัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลย5,000บาทและให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่110เลขที่35เล่มที่2กหน้า10และเลขที่113เลขที่ดิน41เล่มที่2กหน้า11ตำบล ดอนสักอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานียกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค3พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ยุติว่าที่ดินพิพาททั้ง2แปลงเนื้อที่1ไร่เศษเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)เลขที่148ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกน.ส.3ก.เลขที่110และ113สำหรับที่ดินพิพาทให้จำเลยอันเป็นการออกทับที่ดินตามน.ส.3ของโจทก์คดีมีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนเมื่อเกินกว่า1ปีนับแต่จำเลยเข้าครอบครองหรือไม่โดยจะได้วินิจฉัยรวมกันไปเพราะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันความข้อนี้โจทก์นำสืบว่าเดิมนาย วันพี่ชายโจทก์ได้ขายที่ดินให้จำเลย1แปลงต่อมาได้ขายที่ติดกันให้จำเลยอีกโดยนาย วันรับเงินค่าที่ดินจากจำเลยแล้ว5,000บาทแต่ภายหลังไม่สามารถโอนที่ดินให้จำเลยได้เนื่องจากที่ดินดังกล่าวติดชื่อภรรยานาย วัน นาย วันกับจำเลยจึงมาหาโจทก์แต่ในระยะนั้นโจทก์ไม่มีเงินใช้แทนจึงให้จำเลยเข้าเก็บมะพร้าวในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยฝ่ายจำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่เป็นของนาง ศรีนวลเมื่อนาง ศรีนวลถึงแก่กรรมจึงตกได้แก่โจทก์และนาย วันพี่ชายโจทก์ซึ่งเป็นบุตรเพียง2คนของนาง ศรีนวล โดยโจทก์ได้ทางทิศเหนือส่วนนาย วันได้ทางทิศใต้คือที่ดินพิพาทต่อมาเมื่อวันที่14ตุลาคม2510นาย วันได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยในราคา10,000บาทขณะนั้นที่ดินพิพาทมีมะพร้าวปลูกอยู่แล้วประมาณ10ต้นนอกนั้นมีสภาพเป็นป่าเมื่อซื้อแล้วจำเลยได้เข้าครอบครองปลูกมะพร้าวเพิ่มเติมเห็นว่านาง พรรณีเดี่ยวฉิ้ม บุตรโจทก์เบิกความว่านาย วันกู้เงินจำเลยแล้วไม่มีเงินให้โจทก์จึงให้จำเลยเข้าเก็บมะพร้าวในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยไม่ใช่มูลกรณีมาจากเรื่องซื้อขายแล้วโอนกันไม่ได้ดังที่โจทก์อ้างพยานโจทก์นอกจากนี้มีนาย ไข่นุ้ยแก้วและนาง เล็กศรีพัฒน์ เบิกความเพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง