คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 10288/2550
หลักกฎหมาย
ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประเด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่าจำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ไดอย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดิม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินมัดจำจำนวน 5,000,000 บาท ค่าที่ดินล่วงหน้าจำนวน 2,000,000 บาท และดอกเบี้ยในการเลื่อนกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1,531,706 บาท รวมเป็นเงิน 8,531,716 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 8,531,716 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกได้รับเงินจากโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 3,199,393.50 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,876,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 8,276,430 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยทั้งหกฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 271 และ 5285 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา จากจำเลยทั้งหกในราคา 23,500,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ 5,000,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ คือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 หากโจทก์ไม่พร้อมที่จะชำระเงิน จำเลยทั้งหกยอมให้เลื่อนกำหนดได้ไม่เกิน 1 ปี โดยโจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเดือนละ 127,643 บาท ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์กับจำเลยทั้งหกตกลงเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือออกไป 1 ปี เป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 โดยโจทก์ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกตามอัตราที่ตกลงกันไว้ โจทก์ได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางขุนเทียน รวม 12 ฉบับ จ่ายดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเป็นรายเดือน และในวันเดียวกันจำเลยทั้งหกได้เบิกเงินค่าที่ดินพิพาทล่วงหน้าไปจากโจทก์ 2,000 ,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 107/2535 คดีหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่จัดหาทางหรือถนนภาระจำยอมให้ได้ภายในกำหนดตามสัญญา โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา ขอเรียกเงินที่จำเลยทั้งหกรับไปคืนมาทั้งหมดพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 4793/2539 ของศาลฎีกา ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งหกคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งหกเบิกล่วงหน้าไป แต่ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าปรับจากการที่จัดหาทางภาระจำยอมล่าช้าให้แก่โจทก์ 295,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่าเป็นฟ้องซ้ำเพราะคู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเรื่องก่อนกับคดีเรื่องนี้เป็นคู่ความเดียวกัน คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือไม่ และคำขอบังคับก็เป็นเช่นเดียวกับคดีเรื่องก่อนนั้น เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ด้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยบอกเลิกสัญยาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในดคีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่า จำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้อย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง