ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 1029/2548

หลักกฎหมาย

คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 จะอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ แต่การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดที่โจทก์พึงนำมาแสดง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งคำให้การรับสารภาพดังกล่าวด้วย แม้คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมจะมีใจความสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรี ว. แต่บันทึกคำให้การรับสารภาพที่พันตำรวจตรี ว. ได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนบันทึกคำให้การรับสารภาพ โดยให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ กลับมีใจความที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คงมีแต่ข้อความในสามบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่พอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถูกตรวจค้นและจับกุมในขณะเกิดเหตุ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจึงขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญ และมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อของพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนด้วย เพราะนอกจากคำให้การตามคำให้การรับสารภาพซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จะขัดแย้งตรงกันข้ามกับคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว ยังปรากฏว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวกเวลา 0.30 นาฬิกา จนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ถูกส่งตัวให้แก่พนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และเมื่อพันตำรวจตรี ช. พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ได้ทำการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ที่นำตัวจำเลยส่งไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ด้วย ดังนั้น การสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำจำเลยที่ 2 ไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพจึงมีเหตุสมควรสงสัยว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 2 มีความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ และมีผลกระทบต่อน้ำหนักความน่าเชื่อของคำรับสารภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 38 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 19 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ให้การรับสารภาพแต่กลับเบิกความช่วยจำเลยที่ 2 จึงเห็นสมควรลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม เท่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 19 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจตรีวาทินซึ่งเป็นสารวัตรสืบสวนได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ลูกค้าในท้องที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ จึงตั้งด่านตรวจที่ตู้สายตรวจตำบลทับกฤชตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เพื่อตรวจค้นรถที่ผ่านไปมาจนถึงเวลาเที่ยงคืนก็ยังไม่พบผู้กระทำความผิด พันตำรวจตรีวาทินจึงใช้วิธีการนำกำลังออกตรวจท้องที่แทน และเมื่อถึงบริเวณศาลาเกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหญิง 2 คน และชาย 1 คน ตรงกับที่สายลับรายงานว่าเป็นคนที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ พันตำรวจตรีวาทินกับพวกจึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ขอทำการตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ฟังได้ยุติข้างต้น และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปรากฏตามบันทึการจับกุม หมาย จ. 1 และบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 4 กับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 และนำชี้ที่เกิดเหตุตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ หมาย จ. 11 กับภาพถ่าย หมาย จ. 12 และ จ. 14 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน เนื่องจากมีความรักใคร่ชอบพอกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์รับจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวงานกาชาดที่ตลาดปากน้ำโพ และออกจากงานเพื่อกลับบ้านเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน เมื่อผ่านศาลาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แวะเข้าไปจอดรถพูดกับหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในศาลานั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ยืนรออยู่ ต่อมาไม่นานนัก มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมและค้นพบเมทแอมเฟตามีนได้ที่ใต้ถุนศาลาเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การว่าไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังถูกนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจตั้งแต่เที่ยงคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า และเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟัง ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 จะไม่ลงลายมือชื่อ พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเพียงสองปาก คือ พันตำรวจตรีวาทินกับจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามที่ศาลาเกิดเหตุ แต่การที่ได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสองปากนี้เพียงว่าขณะจับกุมจำเลยทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันในศาลาที่เกิดเหตุซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 12 ว่าอยู่ด้านตรงกันข้ามกับใต้ถุนศาลาด้านที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อน และไม่ได้ความด้วยว่าขณะที่เข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 มีการกระทำอย่างใดบ้างที่แสดงว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์ที่อาจรับฟังพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ จึงคงมีเพียงคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สำหรับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสาม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง