คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 10312/2559
หลักกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น" สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีช่องเดินรถไป 3 ช่อง และกลับ 3 ช่อง แยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน รถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมถึงท่อนซุง 20 ม. ในขณะความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 ม. การเลี้ยวกลับรถไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียวโดยเฉพาะท่อนซุงมีน้ำหนักมาก สภาพถนนที่เปียกแฉะทำให้ไม่สามารถเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็ว จำเลยที่ 1 ต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งกว่ารถบรรทุกที่มีความยาวปกติจะเลี้ยวกลับรถได้ต่อเมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นที่อยู่ในทางเดินรถที่สวนทางมา การที่จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวากลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุโดยขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงที่อยู่คู่ขนานด้านซ้ายของทางเดินรถที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อออกไปยังทางเดินรถอีกด้านหนึ่งเพื่อเข้าทางเดินรถปกติ แสดงว่าการเลี้ยวกลับรถเข้าทางเดินรถที่เกิดเหตุ ณ จุดกลับรถตามปกติไม่อาจทำได้โดยก่อนเลี้ยวจำเลยที่ 1 เบิกความว่าเห็นแสงไฟรถในทางเดินรถที่เกิดเหตุอยู่ในระยะไกลเกินกว่า 200 ม. หากเป็นจริงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 สามารถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานดังกล่าวได้ทันก่อนรถคันที่จำเลยที่ 1 เห็นแสงไฟจะแล่นมาถึง แต่ ร.ต.อ. อ. พนักงานสอบสวนเบิกความว่า การตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยล้อปัดของรถยนต์ของโจทก์เป็นทางยาว 70 ม. รอยปัดเริ่มจากช่องเดินรถช่องกลางเมื่อใกล้จุดเกิดเหตุได้เบนไปทางซ้ายเข้าสู่ช่องเดินรถซ้ายสุด เชื่อว่า ก. ต้องห้ามล้อรถด้วยความแรงพอสมควรถึงขนาดทำให้ล้อรถยนต์โจทก์มีรอยลื่นปัดและเปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องกลางไปยังช่องซ้ายสุด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวกลับรถเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนทางมาในระยะน้อยกว่า 100 ม. ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่รอให้รถยนต์ของโจทก์ที่สวนมาผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน อันเป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่นและไม่ปลอดภัย การเลี้ยวกลับรถของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนกันในคดีนี้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 368,792 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 119,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า รถยนต์บรรทุก 18 ล้อ หมายเลขทะเบียน 73 - 7020 กรุงเทพมหานคร ที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 ขับในทางการที่จ้างโดยจำเลยที่ 2 เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 รถยนต์บรรทุกดังกล่าวเป็นรถยนต์บรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ และยาวกว่าปกติทั่วไป เนื่องจากประกอบไปด้วยรถหัวลาก 10 ล้อ บรรทุกท่อนซุงขนาดใหญ่หลายท่อนที่นำมาผูกรวมกันจนเต็มคันรถโดยด้านหนึ่งของท่อนซุงอยู่บนแท่นด้านหลังของรถหัวลาก ส่วนท่อนซุงอีกด้านหนึ่งก็ผูกรวมกันบรรทุกอยู่บนตัวพ่วงซึ่งทำเป็นแท่นลากจูง มี 8 ล้อ ทำให้รถยนต์บรรทุกซุงที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวไปตามท่อนซุงรวมรถหัวลากแล้วถึง 20 เมตร คืนเกิดเหตุวันที่ 8 ตุลาคม 2542 เวลา 5 นาฬิกา ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกซุงดังกล่าวเลี้ยวกลับรถที่จุดกลับรถเข้าไปในช่องเดินรถสวนบนถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า - นครชัยศรี) ซึ่งมี 6 ช่องเดินรถ ฝั่งละ 3 ช่อง ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งสินค้า พุทธมณฑลสาย 5 ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร ได้ถูกรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 1298 ราชบุรี ของโจทก์ ที่นายโกมล ขับสวนทางมาพุ่งเข้าชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับที่บริเวณกลางท่อนซุงอย่างแรง ทำให้รถของโจทก์ได้รับความเสียหายทางด้านหน้ารถอย่างมาก โดยที่เกิดเหตุสภาพถนนเปียกเนื่องจากฝนตกก่อนเกิดเหตุและมีรอยล้อปัดของรถของโจทก์บนถนนเกิดจากการที่นายโกมลห้ามล้อเพื่อหยุดรถเป็นทางยาว 70 เมตร เหตุรถชนเรื่องนี้ทำให้นายโกมลได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามศาลแขวงนครปฐม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีหมายเลขแดงที่ 1623/2548 แต่คดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา จำเลยที่ 3 จึงไม่ถูกผูกพันที่จะต้องถือตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อย่างที่โจทก์แก้ฎีกา จำเลยที่ 3 ยังสามารถโต้เถียงได้ว่าเหตุรถชนเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อ ส่วนโจทก์นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า นายโกมลผู้ขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ขับรถใกล้ทางร่วมทางแยกมาด้วยความเร็วมาก แล้วไม่ลดความเร็วลงอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 เป็นเหตุให้รถชนกัน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทด้วย โจทก์มิได้ฎีกา ข้อเท็จจริงที่รับฟังว่านายโกมลขับรถโดยประมาทจึงถึงที่สุดแล้ว คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเหตุรถชนคดีนี้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น" สภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นทางเดินรถไปและกลับแยกจากกันโดยมีเกาะกลางถนน เมื่อปรากฏว่ารถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงถึง 20 เมตร ในขณะที่ทางเดินรถที่เกิดเหตุแบ่งช่องเดินรถเป็น 3 ช่อง ความกว้างของทางเดินรถทั้ง 3 ช่อง มีเพียง 10.5 เมตร ดังนั้น ความยาวของรถหัวลากรวมท่อนซุงที่จำเลยที่ 1 ขับดังกล่าวจึงมีความยาวเป็นสองเท่าของความกว้างทางเดินรถที่เกิดเหตุ การเลี้ยวกลับรถเข้าสู่ทางเดินรถที่เกิดเหตุไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว โดยเฉพาะท่อนซุงที่บรรทุกมามีน้ำหนักมาก รวมทั้งสภาพถนนที่เปียกแฉะยิ่งทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถขับเลี้ยวกลับรถด้วยความเร็วได้ การที่จำเลยที่ 1 จะเลี้ยวกลับเข้าไปในทางเดินรถที่เกิดเหตุเพื่อมุ่งหน้าไปยังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง