ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 10318/2559

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับ อ. มิได้ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมในฐานะผู้รับพินัยกรรม แม้จะมีคำขอให้จำเลยนำเงินจากกองมรดกของ อ. มาชำระให้แก่โจทก์ด้วย ก็เป็นเพียงการเรียกส่วนแบ่งคืนทุนและผลกำไรที่คำนวณได้จากการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับ อ. ซึ่งอยู่ในกองมรดกของ อ. เท่านั้น หาใช่คดีมรดกหรือคดีที่เจ้าหนี้ขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก จำเลยจะยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้โจทก์ไม่ได้ แม้จะฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อได้รู้ถึงความตายของ อ. แล้ว ฟ้องโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์ หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือเจ้าพนักงานศาล หรือบุคคลใดที่เห็นสมควรเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับนายอุทัย และบังคับจำเลยนำเงินจากกองมรดกของนายอุทัยมาชำระให้แก่โจทก์ 23,618,891 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 67876 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี คืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061โดยให้ผู้เป็นห้างหุ้นส่วนหรือผู้จัดการมรดกหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนทั้งสองรายแต่งตั้งขึ้น (ที่ถูก ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนและผู้จัดการมรดกของหุ้นส่วนร่วมกันแต่งตั้งขึ้น) ภายใน 2 เดือน พ้นกำหนดนี้แล้วไม่ได้แต่งตั้งขึ้นหรือแต่งตั้งขึ้นไม่ได้ก็ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลย (ที่ถูก ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย) กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ระยะเวลาภายใน 2 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นับตั้งแต่คดีนี้ถึงที่สุด ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบ้านบึง (ที่ถูก ตำบลบึง) อำเภอบ้านบึง (ที่ถูก อำเภอศรีราชา) จังหวัดชลบุรี คืนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในส่วนอุทธรณ์ของโจทก์นั้นจำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2540 โจทก์และภริยาของโจทก์ร่วมกันซื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9276, 15462, 15463, 15464, 55236, 67876 และ 70957 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ติดต่อกัน 99 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา โจทก์นำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 55236, 67876 และ 70957 จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 15463 และ 15464 จำนองไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และเลขที่ 9276 จำนองไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 55236, 67876 และ 70957 ให้แก่นายอุทัย วันที่ 21 กันยายน 2542 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 15463 และ 15464 และโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1443 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ให้แก่นายอุทัย วันที่ 18 พฤษภาคม 2543 โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 9276 ให้แก่นายอุทัย นางสาวนพวรรณ นายบุญมา นายนฤพนธ์ นายบุญชู นายกาญจน์ นายเดชา และจำเลย นายอุทัยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายอุทัยตามคำสั่งศาล ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์และนายอุทัย เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ในปี 2540 โจทก์เสนอขายที่ดิน เนื้อที่ 84 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา ให้แก่นายอุทัยในราคาไร่ละ 600,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาด แต่นายอุทัยมีเงินไม่เพียงพอ โจทก์และนายอุทัยจึงตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนกันอันมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อจัดสรรที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนำออกขาย โดยโจทก์นำที่ดินดังกล่าวและแรงงานมาลงเป็นหุ้น ส่วนนายอุทัยรับโอนที่ดินดังกล่าวจากโจทก์แล้วเป็นผู้รับภาระหนี้สินต่อสถาบันการเงินแทนโจทก์ ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งผลกำไรกันฝ่ายละครึ่ง โจทก์ยังมีนางสาวอัจฉรา ซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการในคดีนี้ระหว่างปี 2542 ถึงปี 2553 มาเบิกความว่า โครงการในคดีนี้เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างโจทก์และนายอุทัย นอกจากนี้โจทก์มีนายนฤพนธ์ นายบุญชู นายเดชา และนายบุญมา ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของนายอุทัย มาเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนกับนายอุทัยจริง ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10318/2559 · ทนอย Thanoy