คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 10338/2559
หลักกฎหมาย
แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 19 จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2534 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรา 19 เดิม บัญญัติว่า ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนและสั่งให้นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่ ป.รัษฎากร มาตรา 19 ที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติแต่เพียงว่า การออกหมายเรียกจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มิได้กำหนดว่า เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า โจทก์แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ และกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร อธิบดีกรมสรรพากรจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์เกินกว่าสองปีก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีการแก้ไขให้ออกหมายเรียกได้ภายในสองปี จากเดิมที่บัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกได้ภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์ทั้งหมดด้วย ให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 รวม 8 ฉบับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะในส่วนของการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์บางส่วน คงให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการ ผลิต และจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุสรณ์ฟ้องร้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งสมุดเอกสารบัญชีที่แสดงรายได้รายจ่ายของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ไปยังจำเลยที่ 1 เพื่อตรวจสอบการเสียภาษี และเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 โจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 อ้างว่าโจทก์ชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสำเนาหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2554 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยว่า การออกหมายเรียกไต่สวนโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 การตรวจสอบและประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 ของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และวินิจฉัยให้ปลดภาษีที่เจ้าพนักงานได้ทำการประเมิน ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย จึงฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกไต่สวนในการตรวจสอบและประเมินภาษีโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 ถึงปี 2543 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 19 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลาเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามแบบขออนุมัติออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ปรากฏเหตุผลที่เป็นมูลเหตุขอขยายเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี เนื่องจากผลการตรวจ Pre - Audit โจทก์ใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31 ไม่ถูกต้อง กล่าวคือ โจทก์คำนวณกำลังการผลิตตามใบอนุญาตเปิดดำเนินการของคณะกรรมการส่งเสร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง