ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533

ฎีกาที่ 1038/2533

หลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมและ ร. สามีโจทก์ร่วมได้ ขายพลอยให้แก่จำเลยที่ 1 โดย จำเลยที่ 1 ออกเช็ค สั่งจ่ายเงินชำระราคาพลอยให้แก่ ร.เมื่อเช็ค ถึง กำหนดชำระเงิน ร. ให้ ส. นำไปเข้าบัญชีของ ส. เพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ ธนาคารตาม เช็ค ได้ ปฏิเสธการจ่ายเงินดังนี้เป็นเรื่องผิดนัดไม่ชำระหนี้ทางแพ่ง และเป็นเรื่องความผิดต่อพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ หาใช่ความผิดฐานฉ้อโกงไม่.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนพลอยแดงลายไหม หนัก 382.17 กะรัตและพลอยไพลิน หนัก 423.40 กะรัต หรือใช้ราคาพลอย 360,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางวรรณา วังศิริไพศาล ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุกคนละ 2 ปี กับให้จำเลยทั้งสองคืนพลอยแดงลายไหม หนัก 383.18 กะรัต และพลอยไพลิน หนัก 423.40กะรัต หรือใช้ราคาจำนวน 360,000 บาท แก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2529 เวลาประมาณ 11 นาฬิกาโจทก์ร่วมและนายรณกรณ์ วังศิริไพศาล สามีโจทก์ร่วมได้มอบพลอยแดงลายไหมจำนวน 1 หมู่ หนัก 383.18 กะรัต และพลอยไพลิน 1 หมู่ หนัก423.40 กะรัต รวม 2 รายการ ราคา 360,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปและจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทย ลงวันที่ 30พฤษภาคม 2529 จำนวนเงิน 318,700 บาท มอบให้นายรณกรณ์ไว้ ครั้นเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดการจ่ายเงิน นายรณกรณ์ได้มอบให้นายสามารถเนียมแสง นำไปเข้าบัญชีของนายสามารถเพื่อเรียกเก็บเงินแทน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีเพียงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาหรือไม่...ตามสำเนาภาพถ่ายรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.1 โดยในเอกสารดังกล่าวนี้ นายสามารถได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวนมีข้อความสรุปเป็นใจความได้ว่าเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2529 นายสมชาย อินศร (จำเลยที่ 1)ซึ่งเป็นคนรู้จักกับนายรณกรณ์มาก่อนได้มาติดต่อขอซื้อพลอยจากนายรณกรณ์คิดเป็นเงินประมาณ 318,700 บาท นายรณกรณ์ตกลงขายให้ และได้มอบพลอยให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนมหาไชย สั่งจ่ายเงินจำนวน 318,700 บาท ลงวันที่30 พฤษภาคม 2529 เป็นการชำระหนี้ และนายรณกรณ์ได้รับเช็คดังกล่าวไว้ ครั้นเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน นายรณกรณ์ได้มอบเช็คนั้นให้นายสามารถนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแทน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ฯลฯ จากข้อความตามเอกสารดังกล่าวย่อมเป็นข้อสนับสนุนข้อวินิจฉัยตอนต้นให้เห็นได้โดยชัดแจ้งยิ่งขึ้นว่า การส่งมอบพลอยและการรับเช็ครายนี้เป็นกรณีที่โจทก์ร่วมและนายรณกรณ์ได้ขายพลอยให้แก่จำเลยที่ 1 ไป โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินเพื่อเป็นการชำระราคาพลอยที่ซื้อไปให้แก่นายรณกรณ์สามีโจทก์ร่วมอย่างแน่นอน ครั้นต่อมาเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน นายรณกรณ์ได้ให้นายสามารถนำไปเข้าบัญชีของนายสามารถเพื่อเรียกเก็บเงินแทน แต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน กรณีจึงเป็นเรื่องผิดนัดไม่ชำระหนี้ทางแพ่งและเป็นเรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คต่างหากหาใช่เป็นเรื่องความผิดฐานฉ้อโกงตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาไม่..." พิพากษายืน.
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2533 · ทนอย Thanoy