คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 10385/2553
หลักกฎหมาย
การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมโดยกำหนดระยะเวลาให้อบรมในเวลาขั้นต่ำไม่น้อยกว่ากี่ปี และขั้นสูงไม่เกินกว่ากี่ปีนับแต่วันพิพากษานั้น เป็นการกำหนดระยะเวลาตามที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบมาตรา 143 ให้อำนาจไว้เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติของจำเลย แต่การจะส่งจำเลยไปจำคุกหลังจากอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 142 วรรคท้าย มิใช่เป็นกำหนดระยะเวลาของการฝึกอบรม จึงกำหนดระยะเวลาเป็นขั้นต่ำและขั้นสูงอย่างเดียวกับการฝึกอบรมไม่ได้ เพราะจะเป็นการกำหนดเวลาที่ไม่ชัดเจนแน่นอน เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 การที่จำเลยแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบา หากมีโทษจำคุกก็ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นกรณีที่จำเลยขอให้ศาลฎีกาแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจะขอมาในรูปของคำแก้ฎีกาไม่ได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 185ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 215พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 6พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 142พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 143
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และ 8 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนัก ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา จำคุก 16 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 17 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี 9 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ถ้าหากจำเลยมีอายุเกิน 24 ปี ให้ส่งตัวจำเลยไปรับโทษจำคุกจนกว่าจะถึงกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำและขั้นสูงดังกล่าว ริบหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7,72 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของบุคคลอื่น จำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมเป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 5 ปี 3 เดือน ให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ขั้นต่ำ 2 ปี ขั้นสูง 4 ปี ส่วนที่ให้กำหนดระยะเวลาลงโทษจำคุกหลังอายุครบ 24 ปี เห็นว่า ยังไม่สมควรกำหนดให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครรายงานความประพฤติ สุขภาพ จิตใจ นิสัย และผลการฝึกอบรมให้ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวทราบทุก 3 เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 42 ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเกี่ยวกับระยะเวลาฝึกอบรมจำเลยตามที่เห็นสมควรต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 6 ปี นับแต่วันพิพากษา ถ้าหากจำเลยมีอายุเกิน 24 ปี ให้ส่งตัวจำเลยไปรับโทษจำคุกจนกว่าจะถึงกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำและขั้นสูงไม่ถูกต้อง เพราะศาลต้องกำหนดระยะเวลาในการลงโทษจำคุกให้มีความชัดเจนแน่นอนนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมอาจกำหนดระยะเวลาให้อบรมในเวลาขั้นต่ำไม่น้อยกว่ากี่ปี และขั้นสูงไม่เกินกว่ากี่ปีนับแต่วันพิพากษานั้น เป็นการกำหนดระยะเวลาตามที่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบมาตรา 143 ให้อำนาจไว้เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติของจำเลย แต่การจะส่งจำเลยไปจำคุกหลังจากอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 142 วรรคท้าย มิใช่เป็นกำหนดระยะเวลาของการฝึกและอบรม จึงกำหนดระยะเวลาจำคุกเป็นขั้นต่ำและขั้นสูงเช่นเดียวกับการฝึกอบรมไม่ได้ เพราะจะเป็นการกำหนดเวลาที่ไม่ชัดเจนแน่นอนจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้ปัญหานี้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ และปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์เป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 ก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับโทษจำคุกดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง