คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 1041/2537
หลักกฎหมาย
โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจของโจทก์ไว้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 จำเลยได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าวไปพร้อมฟ้องแล้วไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการนำเอกสารมาสืบก่อนวันสืบพยานว่าไม่มีต้นฉบับหรือว่าต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน สำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับและไม่ได้ขออนุญาตคัดค้านในภายหลัง ถือได้ว่าจำเลยยอมรับถึงการมีอยู่ของต้นฉบับและความถูกต้องแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้นรวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นตรงกับต้นฉบับ ศาลมีอำนาจรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 125 ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อ 72 วรรคสาม บัญญัติให้แนวอาคารที่ปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไปให้ร่นแนวอาคารห่างจากแนวถนนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างของแนวถนนนั้น คำว่า "แนวถนน" หมายความว่ารวมความกว้างของถนนและทางเท้าเข้าด้วยกัน ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายมิใช่ความผิดละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงฟ้องขอให้รื้อถอนได้เสมอตราบที่อาคารซึ่งฝ่าฝืนกฎหมายยังคงอยู่
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 448ป.วิ.พ. 125พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 4พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 40พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 42
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้มอบอำนาจของโจทก์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้หัวหน้าเขต (ผู้อำนวยการเขต) ปฏิบัติราชการแทน จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4236แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม2529 จำเลยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ปลูกสร้างอาคารตึกพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 ชั้น (มีชั้นลอย) หลังคาดาดฟ้า 1 หลังเลขที่ 7/1 แต่จำเลยได้ทำการก่อสร้างอาคารตึกพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 ชั้น ดังกล่าวข้างต้นผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลนรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตและขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่3 กรกฎาคม 2529 ผู้อำนวยการเขตพระนคร ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างอาคารที่ก่อสร้างผิดไปจากรูปแบบแปลน และให้จำเลยจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาต จำเลยได้รับทราบคำสั่งของโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตาม และมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และยังทำการก่อสร้างอาคารต่อไปจนเสร็จสิ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2529 โจทก์จึงได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารดังกล่าวภายในกำหนด 35 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง จำเลยรับทราบคำสั่งแล้วแต่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโจทก์ และมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงแจ้งความร้องทุกข์ ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือ (ดุสิต) ได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยฐานต่อเดิมอาคารไม่ได้รับอนุญาตและฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว หลังจากจำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษแล้ว จำเลยมิได้จัดการรื้อถอนอาคารส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตจึงขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนส่วนของอาคาร หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวก็ขอให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และโจทก์ไม่เคยมอบอำนาจให้หัวหน้าเขต (ผู้อำนวยการเขต) ปฏิบัติราชการแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4236แต่จำเลยมิได้เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 7/1 เนื่องจากจำเลยได้ให้ผู้มีชื่อเช่าที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวไป และผู้เช่าที่ดินดังกล่าวเป็นเจ้าของและครอบครองตึกที่พิพาท ทั้งเป็นผู้ดำเนินการหรือควบคุมงานหรือจัดให้มีการก่อสร้างอาคารที่พิพาทดังกล่าวและการก่อสร้างตึกอาคารที่พิพาทนั้นเป็นการก่อสร้างที่ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร อนึ่งฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ1 ปีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนส่วนของอาคารตึกพักอาศัยคอนกรีตเสริมเหล็ก เลขที่ 7/1 ถนนมหรรณพ แขวงเสาชิงช้าเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ที่ก่อสร้างติดถนนมหรรณพ โดยร่นแนวอาคารห่างจากแนวถนนมหรรณพอย่างน้อย 1.60 เมตร และให้รื้อถอนส่วนของอาคารที่เป็นชั้นลอยซึ่งก่อสร้างเต็มพื้นที่ให้เหลือพื้นที่ขนาด 2.20 x 3.50 เมตร และให้จำเลยรื้อถอนส่วนของอาคารชั้นดาดฟ้า ซึ่งก่อสร้างดัดแปลงเป็นชั้นที่ 5 โดยรื้อถอนผนัง4 ด้าน เสา คาน และพื้นหลังคา ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างผิดไปจากแผนผังบริเวณแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลนดังกล่าวก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนส่วนของอาคารด้านหลังให้เหลือเป็นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมเนื้อที่ลึก 2 เมตรกว้าง 3.50 เมตร ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นดาดฟ้า ถ้าจำเลยไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองได้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีต้นฉบับคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 4084/2534 ว่ามีการมอบอำนาจโดยถูกต้องมาแสดง คงมีแต่สำเนาคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ได้มีการรับรองสำเนาเอกสารถูกต้อง สำเนาคำสั่งดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานเอกสารได้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้สำเนาคำสั่งกรุงเทพมหานครที่4084/2524 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ไม่มีผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าวได้รับรองสำเนาถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(3) ก็ตาม แต่โจทก์ก็กล่าวในฟ้องว่าโจทก์ได้มอบอำนาจของโจทก์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522ให้หัวหน้าเขต (ผู้อำนวยการเขตในปัจจุบัน) ปฏิบัติราชการแทนตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 4084/2524 เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1จำเลยได้รับสำเนาเอกสารดังกล่าวไปพร้อมฟ้องแล้ว ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการนำเอกสารมาสืบก่อนวันสืบพยานว่าไม่มีต้นฉบับหรือว่าต้นฉบับนั้นปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน สำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง