คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 10421/2551
หลักกฎหมาย
ตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองระบุว่า พ. เป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัท ม. เป็นผู้รับประโยชน์ วัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่ พ. เป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษร แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 จึงถือได้ว่า พ. ผู้เอาประกันภัยเป็นเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมไปจากลานจอดรถของจำเลย โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ม. ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวมาเรียกร้องเอาจากจำเลยเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งคืนรถยนต์แก่โจทก์ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะส่วนบุคคล ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ ไว้จากนายเพิ่มเกียรติมีอายุการคุ้มครองนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 สิ้นสุดวันที่ 10 เมษายน 2543 จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม ได้ว่าจ้างให้พนักงานรักษาความปลอดภัยควบคุมดูแลการจราจรและรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินกับรถยนต์ของบุคคลทั่วไปและลูกค้าที่นำมาจอดในลานจอดรถของจำเลย เพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของจำเลย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 นายเพิ่มเกียรติติดต่อเช่าที่พักของจำเลยและนำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าจอดบริเวณลานจอดรถของจำเลยซึ่งจัดไว้สำหรับลูกค้า ต่อมารถยนต์ถูกโจรกรรมไป เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยประมาท โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์เป็นเงิน 250,000 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากจำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์จ่ายสินไหมทดแทนจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,130 บาท ขอให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 253,130 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ขณะทำสัญญาประกันภัยรถยนต์นายเพิ่มเกียรติผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสีย สัญญาประกันภัยจึงไม่ผูกพันโจทก์ นายเพิ่มเกียรติไม่เคยเข้าพักในโรงแรมของจำเลย และไม่ได้จอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้บริเวณลานจอดรถของจำเลย จำเลยจัดให้มีการดูแลการจราจรเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 3,130 บาท เท่าที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน บฉ 5529 ประจวบคีรีขันธ์ เป็นของบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ได้ให้นายเพิ่มเกียรติเช่าซื้อตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อช่วงเอกสารหมาย ป.จ.2 นายเพิ่มเกียรตินำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์วงเงิน 250,000 บาท โดยบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ตามตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2542 รถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทมิตซูประจวบ จำกัด จำนวน 250,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าสัญญาเช่าซื้อช่วงระบุวันเริ่มต้นแห่งสัญญาหลังวันเริ่มต้นแห่งวันทำสัญญาประกันภัย ขณะทำสัญญาประกันภัยนายเพิ่มเกียรติจึงยังไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เอาประกันภัยและเมื่อพยานเอกสารรับฟังได้โดยชัดแจ้งถึงกำหนดระยะเวลาที่ลงไว้ในสัญญาแล้วก็ไม่จำต้องตีความให้เป็นคุณแก่ผู้ใดนั้น เห็นว่า ตารางกรมธรรม์และรายการคุ้มครองตามกรมธรรม์เอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เอาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด เป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์เชื่อว่านายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อและมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันขณะทำสัญญาจึงเข้าทำสัญญาด้วย เพราะหากโจทก์ไม่เชื่อเช่นนั้นก็คงไม่เข้าทำสัญญาด้วย เนื่องจากนายเพิ่มเกียรติอาจปฏิเสธในภายหลังได้ เมื่อนายเพิ่มเกียรติผู้เช่าซื้อประสงค์จะผูกพันตามสัญญาประกันภัย โจทก์ก็เจตนาจะเข้ารับเสี่ยงภัยตามสัญญาประกันภัยและบริษัทมิตซูประจวบ จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อก็ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ แสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์แห่งสัญญาประกันภัยย่อมมุ่งประสงค์ไปที่การประกันภัยรถยนต์คันที่นายเพิ่มเกียรติเป็นผู้เช่าซื้อตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อเป็นสำคัญยิ่งกว่าวันเริ่มต้นแห่งสัญญาประกันภัยที่พิมพ์เป็นตัวอักษร แม้สัญญาเช่าซื้อช่วงจะระบุวันเริ่มต้นของสัญญาหลังวันเริ่มต้นของสัญญาประกันภัย การตีความวันทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวย่อมต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 จึงถือได้ว่า นายเพิ่มเกียรติผู้เอาประกันภัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยขณะทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์แล้ว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง