ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1043/2540

หลักกฎหมาย

จำเลยที่1เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีและจำเลยที่2ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการตำรวจนครบาล7มีนบุรีต่างมีอาชีพรับราชการจำเลยที่1เป็นแต่เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่2ตามสายการบังคับบัญชาเท่านั้นหากจำเลยที่1จะขับรถยนต์ให้จำเลยที่2บ้างก็น่าจะเป็นครั้งคราวตามอัธยาศัยและการที่จำเลยที่1ขับรถยนต์ของจำเลยที่2อาสาไปส่งจำเลยที่4ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีนั้นก็เป็นเรื่องเอื้อเฟื้อส่วนตัวของจำเลยที่1ข้อเท็จจริงเช่นนี้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่2จำเลยที่2จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ที่1

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมุทร เซ็นเชาวนิช ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือโจทก์ที่ 3 และที่ 4 นายสมุทรถึงแก่กรรมด้วยเหตุรถยนต์ชนกันเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภรรยากันและเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ข-4376 กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1เมาสุราขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และมีจำเลยที่ 4 นั่งไปด้วยไปตามถนนรามคำแหงถึงบริเวณปากซอยคุ้มราษี จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเสียหลักแล่นเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวามือ ซึ่งขณะนั้น นายสมุทรได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ข-6748 กรุงเทพมหานครของตนและโจทก์ที่ 2 แล่นสวนทางมารถยนต์ทั้งสองคันจึงชนกันและเป็นเหตุให้นายสมุทรนายเพิ่ม สุรินทร์ และนางสาวขนิษฐา สุรินทร์ ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา โจทก์ที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้าคู่กับนายสมุทรได้รับอันตรายสาหัส จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ข-4376 กรุงเทพมหานครในทางการที่จ้างหรือเพื่อประโยชน์หรือเพื่อธุรกิจของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทั้งในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้ใช้ ผู้วาน หรือร่วมครอบครองดูแลการใช้รถยนต์คันดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1ได้ถือวิสาสะลักลอบขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7ข-4376กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ออกสู่ถนนสาธารณะโดยพลการเพื่อไปยังสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี บังเอิญจำเลยที่ 4 ประสงค์จะไปสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีเช่นกัน จึงขอโดยสารไปด้วยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและด้วยความระมัดระวัง เมื่อรถยนต์แล่นถึงทางโค้งที่เกิดเหตุยางล้อหน้าขวาได้ระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักถลาไปทางด้านขวาในช่องเดินรถสวนอย่างกะทันหัน สุดที่จำเลยที่ 1จะบังคับได้ ในจังหวะเดียวกันนายสมุทรได้ขับรถยนต์แล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน จากสถานการณ์ตามพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ว่าจำเลยที่ 1 หรือใครก็ไม่อาจป้องกันได้เหตุในคดีจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ค่าเสียหายของโจทก์ไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่กองมรดกของโจทก์ที่ 1 จำนวน 243,000 บาทโจทก์ที่ 2 จำนวน 408,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,000 บาทและโจทก์ที่ 4 จำนวน 98,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 2ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 10,834.75 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 จำนวน 378,834.75 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกอุทธรณ์จำเลยที่ 1และที่ 2 สำหรับโจทก์ที่ 3 ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 โจทก์ ทั้ง สี่ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงคดีสำหรับโจทก์ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 แต่ละคนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คงวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ในปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหานี้ แต่เนื่องจากได้มีการสืบพยานกันมาเสร็จสิ้นแล้วและเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายสรรค์ชัย ชญานินิ เป็นพยานเบิกความว่าพยานได้พูดคุยกับนายดาบตำรวจแอ๊ด คำบ่อ ทราบว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับในวันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 3 ปกตินายดาบตำรวจแอ๊ดจะเป็นผู้ขับรถยน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง