ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 1043/2541

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 ป.บุตรโจทก์ที่ 1และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เนื่องจากพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 3 ให้ยกเลิกข้อ 2(6) และข้อ 3 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ซึ่งเกี่ยวกับเงินทดแทน การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าลักษณะงานที่จำเลยจ้าง ป.ทำในคดีนี้เป็นงานเกษตรกรรมที่มิได้จ้าง ป. ให้ทำงานตลอดปีและไม่มีงานอื่นรวมอยู่ด้วย กรณีจึงมิได้อยู่ในบังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงานตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม เมื่อเป็นการนำกฎหมายในส่วนที่ถูกยกเลิกไปแล้วมาบังคับ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานดังกล่าวย่อมไม่ชอบข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5),246ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 เมื่อปัญหาว่าจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ เรื่องเงินทดแทน เพราะจำเลยมิได้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นที่สุดตามอุทธรณ์โจทก์ทั้งสามหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแล้วหรือไม่เสียก่อนเมื่อศาลแรงงานยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวมาจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31,56 วรรคสอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1ที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า นายประยงค์ โสมจินดา เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ที่ 3 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์2537 จำเลยจ้างนายประยงค์เข้าทำงานในไร่สับปะรด อัตราค่าจ้างวันละ 100 บาท วันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 จำเลยขับรถพานายประยงค์ไปทำงานในไร่ โดยจำเลยได้ขับรถด้วยความประมาทรถยนต์บรรทุก 10 ล้อเป็นเหตุให้นายประยงค์ถึงแก่ความตาย วันที่ 27 ธันวาคม 2538โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องเรียกเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งที่ 1/2539 ให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนสำหรับกรณีลูกจ้างประสบอันตรายจนถึงแก่ความตายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นรายเดือนเดือนละ 2,000 บาท มีกำหนด 8 ปีรวมเป็นเงิน 192,000 บาท โดยโจทก์แต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กันเป็นเงินคนละ 666.65 บาท ต่อเดือน จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีหนังสือที่ รส 0711/2539 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 แจ้งให้จำเลยทราบว่านายประยงค์ถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่จำเลย จำเลยต้องจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จำเลยได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์แล้วเพิกเฉยทั้งไม่นำคดีมาสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดและไม่ยอมจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสาม รวมเงินทดแทนที่จำเลยค้างจ่ายถึงวันฟ้องแก่โจทก์คนละ 10,666.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามคนละ 64,000 บาท โดยให้จ่ายตามกำหนดระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ในคำสั่งที่ 1/2539 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในส่วนที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า จำเลยให้นายประยงค์ โสมจินดามาช่วยทำไร่สับปะรดของจำเลยเป็นการขอแรงมาช่วยเป็นครั้งคราวไม่มีค่าตอบแทนโดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขอแรงกันไม่เกินปีละ 2 ถึง 3 ครั้ง และการขอแรงดังกล่าวเป็นงานเกษตรกรรมไม่ได้ใช้งานนายประยงค์ตลอดปี และไม่มีงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน2515 การที่นายประยงค์ประสบอันตรายถึงแก่ความตายมิใช่เนื่องจากการทำงานให้จำเลย จำเลยเคยได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามหนังสือที่ ปข 0041/828 ลงวันที่ 30มกราคม 2539 ว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามแต่จำเลยไม่เคยได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์จากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องนำคดีมาสู่ศาลแรงงาน จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน ค่าปลงศพค่าทดแทนให้โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาโจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องเรียกเงินทดแทนต่อศาลแรงงานใน 1 ปี นับแต่วันที่นายประยงค์ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความและโจทก์ทั้งสามไม่ได้เป็นบิดาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประยงค์ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินทดแทนขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยจ้างนายประยงค์ โสมจินดาทำงานในไร่สับปะรดปีละ 3 ถึง 4 ครั้ง ทำงานครั้งละประมาณ 1 สัปดาห์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 จำเลยขับรถพานายประยงค์ไปยังไร่สับปะรดของจำเลยที่อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยขับรถชนกับรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ เป็นเหตุให้นายประยงค์ถึงแก่ความตาย วันที่ 27 ธันวาคม 2538 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องเรียกเงินทดแทนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์วันที่ 8 มีนาคม 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งที่ 1/2539 เรื่อง เงินทดแทน ว่านายประยงค์ประสบอันตรายจนถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลย และให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่ทายาทผู้มีสิทธิคือโจทก์ทั้งสามเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาทมีกำหนด 8 ปี รวมเป็นเงิน 192,000 บาท จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2539คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติว่านายประยงค์ประสบอันตรายจนถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลย จำเลยต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉยแม้นายประยงค์ประสบอันตรายจนถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้จำเลยแต่ลักษณะงานที่จำเลยจ้างเป็นงานเกษตรกรรมซึ่งมิได้จ้างนายประยงค์ให้ทำงานตลอดปีและไม่มีงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการจ้างงานที่ได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ข้อ 4(4) ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ฉบับลงวันที่ 16 เมษายน 2515 และลงวันที่ 12กันยายน 2514 จึงมิได้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2541 · ทนอย Thanoy