คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 1047/2533
หลักกฎหมาย
สัญญาที่จำเลยจ้าง โจทก์ให้ว่าความ กำหนดค่าจ้างว่าความส่วนที่ยังมิได้ชำระเป็นจำนวนเงินสิบเปอร์เซ็นต์ ของเงินที่จำเลยจะได้ รับจากการฟ้องแย้ง เป็นสัญญารับจ้างว่าความโดย วิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้ แก่ลูกความ อันมีวัตถุประสงค์ขัดต่อ พ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2508 มาตรา 41 ประกอบพ.ร.บ. ทนายความ พ.ศ. 2477 มาตรา 12(2) จึงตกเป็นโมฆะตามป.พ.พ. มาตรา 113 ดังนี้ แม้ต่อมาจะได้ มี พ.ร.บ. ทนายความพ.ศ. 2528 ยกเลิกกฎหมายข้างต้นแล้ว และตาม บทเฉพาะกาล มาตรา 86 ของพ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้คณะกรรมการออกข้อบังคับว่าด้วยมารยาททนายความตาม มาตรา 53 ซึ่ง มิได้มีการกำหนดเรื่องค่าจ้างการว่าความไว้ ก็ไม่ทำให้สัญญาซึ่ง เป็นโมฆะแต่ ต้น กลับสมบูรณ์ขึ้นดังนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างว่าความที่เหลือจากจำเลย.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2523 จำเลยถูกบริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด กล่าวหาว่าจำเลยทำงานล่าช้าผิดสัญญาว่าจ้างจำเลยมอบให้โจทก์เป็นทนายความต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากบริษัทดังกล่าว เป็นเงิน 2,465,610 บาท ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 10184/2526 ของศาลชั้นต้น นับแต่โจทก์เข้าเป็นที่ปรึกษาดำเนินการต่อสู้คดีและฟ้องแย้งไปแล้ว จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าทนายความและค่าปรึกษาให้แก่โจทก์ จนกระทั่งวันที่ 4 พฤษภาคม 2524 จำเลยจึงทำสัญญากับโจทก์ว่าจะจ่ายค่าทนายความให้โจทก์เป็นเงิน 280,000 บาทจำเลยจะจ่ายให้โจทก์ในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นก่อนเป็นเงิน 30,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 250,000 บาท จะจ่ายให้เมื่อคดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2524 จำเลยจึงจะจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท ให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ว่าความให้จำเลยจนศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 360,000 บาทกับค่าของอีก 13,260บาทตามฟ้องให้แก่บริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด สำหรับค่าเสียหายจำนวน 1,953,690 บาท ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย โจทก์ทำอุทธรณ์เสร็จก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ แต่ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยได้ตั้งทนายความคนใหม่ให้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2526อันเป็นวันสุดท้ายของอายุความอุทธรณ์ โดยเอาอุทธรณ์ของโจทก์ไปให้ทนายความคนใหม่คัดลอก การกระทำของจำเลยเป็นการเจตนาเลิกจ้างโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างว่าความตามผลงานที่โจทก์ได้ทำให้แก่จำเลยไปแล้วตามส่วนงานที่โจทก์จะต้องทำคงเหลือเพียงชั้นฎีกาเท่านั้น คิดเป็นงานที่โจทก์ทำไปแล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ค่าจ้างทั้งหมด280,000 บาท โจทก์จึงควรได้รับค่าจ้างจากจำเลย 252,000 บาท จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้ว 30,000 บาท จึงต้องจ่ายให้โจทก์อีก 222,000 บาทแต่โจทก์ขอคิดเพียง 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ความจริงจำเลยจ้างโจทก์ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจำนวน 2,465,610 บาท ตกลงจ่ายค่าจ้างว่าความฟ้องคดี30,000 บาท ค่าว่าความอีกส่วนหนึ่งจะคิดจากจำเลย 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินที่จำเลยจะได้รับจากการฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยได้รับเงินแล้วจะต้องจ่ายค่าทนายความให้โจทก์ทันทีโดยไม่คำนึงว่าคดีจะเสร็จลงด้วยประการใด หากจำเลยแพ้คดีโจทก์จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้คดีดังกล่าวปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง จำเลยไม่ได้รับเงิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจากจำเลย ข้อตกลงจ้างว่าความในคดีดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะเป็นการแบ่งส่วนมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เรียกร้องได้ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีความเห็นให้ถือตามเอกสารหมาย ล.2 เป็นข้อตกลงในการว่าความนั้นไม่ชอบ เพราะตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยไม่ได้ตกลงด้วยจำเลยเพิ่งมาตกลงด้วยตามเอกสารหมาย จ.10 เนื่องจากเมื่อโจทก์ทำเอกสารหมาย ล.2 ลงวันที่ 15 มกราคม 2524 ถึงจำเลยแจ้งว่าจะต้องยื่นคำให้การและฟ้องแย้งในวันรุ่งขึ้น จำเลยจ่ายแต่เงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามฟ้องแย้งให้โจทก์ ไม่ยอมจ่ายค่าทนายความ 30,000บาทให้โจทก์ รุ่งขึ้นวันที่ 16 มกราคม 2524 โจทก์จึงทำสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย ล.1 ไปให้จำเลยลงชื่อรับทราบข้อตกลงไว้ จำเลยไม่ยอมลงชื่อและส่งสัญญาดังกล่าวกลับมาให้โจทก์ จนกระทั่งวันที่4 พฤษภาคม 2524 โจทก์จึงทำสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.10 ให้จำเลยลงชื่อไว้ แล้วจำเลยจ่ายเงิน 30,000 บาท ให้โจทก์ เมื่อวันที่6 กรกฎาคม 2524 ตามเอกสารหมาย จ.12 แสดงว่าจำเลยเจตนาถือเอาเอกสารหมาย จ.10 เป็นสัญญาจ้างว่าความโดยจำเลยทราบข้อตกลงตามเอกสารหมายจ.10 แล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงจ้างโจทก์ว่าความตามเอกสารหมายล.2 ซึ่งให้คิดค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินที่จะได้รับจากการฟ้องแย้งสัญญาจ้างว่าความตามเอกสารหมาย จ.10เป็นสัญญามีเงื่อนไขบังคับก่อน จะมีผลเมื่อเงื่อนไขสำเร็จลงแล้วคือ จำเลยจะจ่ายค่าจ้างว่าความที่เหลือให้โจทก์ก็ต่อเมื่อจำเลยได้รับเงินแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำคดีต่อไปจนถึงที่สุด ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำให้เงื่อนไขบังคับก่อนไร้ผลและเป็นการเลิกจ้างว่าความ โจทก์ได้ทำงานไปแล้วถึง 90 เปอร์เซ็นต์จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าจ้างว่าความที่เหลือตามผลงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วจำนวนเงินตามฟ้อง สัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย จ.10 เป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย เงื่อนไขในสัญญาไม่เป็นโมฆะ เพราะได้ระบุจำนวนค่าจ้างว่าความทั้งสิ้น 280,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนแน่นอน จำเลยถูกบริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจำนวน1,953,690 บาท ค่าสิ่งของที่ทดรองจ่ายไปก่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง